ชี้แจงกรณีทีโอทีมีหนังสือแจ้งให้ชำระเงินส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติม
03 February 2011
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") ขอชี้แจงกรณีที่บริษัท ทีโอที จำกัด
(มหาชน) ("ทีโอที") ได้มีหนังสือถึงบริษัทฯ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 แจ้งให้บริษัทฯ
ชำระเงินส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมในกรณีการปรับลดส่วนแบ่งรายได้บริการบัตรเติมเงิน (Prepaid Card)
การหักค่าใช้จ่ายการใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) จำนวนเงินรวม 36,995,636,889.80 บาท
และการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม จำนวนเงินรวม
36,816,942,676.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีให้แก่ ทีโอที ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์
2554 ดังต่อไปนี้
1. กรณีการปรับลดส่วนแบ่งรายได้บริการบัตรเติมเงิน (Prepaid Card)
และการหักค่าใช้จ่ายการใช้เครือข่ายร่วม (Roaming)
1.1) ตามหนังสือเรียกร้องของทีโอทีข้างต้น
ทีโอทีได้กล่าวอ้างบางส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่
อม. 1/2553 ("คำพิพากษาฯ") เป็นเหตุเรียกร้องให้บริษัทฯ ชำระเงินดังกล่าว แต่ความจริงแล้ว คำพิพากษาฯ
ดังกล่าวหาได้มีผลผูกพันบริษัท ฯ แต่อย่างใดไม่ เนื่องจาก ทั้งทีโอที และบริษัทฯ
ต่างมิได้เป็นคู่ความในคดี
1.2) ศาลดังกล่าวหาได้วินิจฉัยให้เพิกถอนข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อน
ที่ครั้งที่ 6 กรณีบริการบัตรเติมเงิน (Prepaid Card) และครั้งที่ 7 กรณีการใช้เครือข่ายร่วม (Roaming)
แต่อย่างใดไม่ รวมทั้ง มิได้วินิจฉัยว่าบริษัทฯ กระทำผิดโดยไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญา
หรือวินิจฉัยให้ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาทั้งสองฉบับ ไม่มีผลผูกพันระหว่างทีโอทีและ บริษัทฯ แต่อย่างใด
1.3) ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตฯ ทั้งสองฉบับยังคงมีผลใช้บังคับและผูกพันคู่สัญญาให้ต้องปฏิบัติตามต่อไป
อีกทั้ง การปฏิบัติในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาฯ
ทั้งสองฉบับอย่างครบถ้วนและถูกต้องมาโดยตลอด ดังนั้น บริษัทฯ
จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินส่วนแบ่งรายได้และเงินอื่นใดตามที่ ทีโอทีเรียกร้องมา
1.4) เจตนารมณ์และเหตุผลในการทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาทั้งสองฉบับ มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดแจ้ง
ทั้งที่ทีโอที หรือหน่วยงานทางราชการอื่นว่า
เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะเพื่อทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับบริการในราคาที่ถูกลง
และ ทีโอทีก็ได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมสูงขึ้นเป็นอย่างมากจากการนี้
2. กรณีการนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินส่วนแบ่งรายได้
2.1) นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือในการจัดแบ่งเงินรายได้ตามสัญญาสัมปทานบาง
ส่วนไปเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อเตรียมการแปรสภาพองค์การโทรศัพท์ในขณะนั้นเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์
โดยมีหลักการสำคัญว่า รัฐไม่ได้รับความเสียหายใด โดยรัฐยังคงได้รับส่วนแบ่งรายได้เท่าเดิม
ผู้ประกอบการไม่มีภาระเพิ่ม ผู้ใช้บริการไม่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม ดังนั้น
เมื่อรวมภาษีสรรพสามิตและส่วนแบ่งรายได้(ที่หักภาษีสรรพสามิตแล้ว) รัฐ (คือกระทรวงการคลัง(กรมสรรพสามิต)
และทีโอทีซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้น 100%) จึงยังคงมีรายได้เท่าเดิม ไม่มีความเสียหายใด
2.2) ทีโอที มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ และ มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาโดยชอบด้วยกฎหมาย
และใช้กับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย
ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ก่อนนำส่งให้คู
สัญญาสัมปทาน ซึ่งทีโอทีเป็นฝ่ายแจ้งให้บริษัท ฯ
เป็นผู้ปฎิบัติในการชำระภาษีสรรพสามิตแล้วนำไปหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี
และบริษัท ฯ ได้ปฏิบัติตามที่แจ้งมานั้นโดยสุจริต
2.3) ศาลดังกล่าวฯ มิได้วินิจฉัยว่ามติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และมิได้เพิกถอนหรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแต่อย่างใด
2.4) ในระหว่างปี 2546 ถึงปี 2550 ซึ่งมีการนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินส่วนแบ่งรายได้นั้น ทีโอที
ไม่เคยเรียกร้องให้บริษัทฯ ชำระเงินจำนวนดังกล่าว
แต่ได้ยืนยันความถูกต้องว่าได้รับส่วนแบ่งรายได้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว
ด้วยการออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีและคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่ออกเพื่อประกันการชำระเงินส่ว
นแบ่งรายได้มาโดยตลอด
2.5) ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ที่ทีโอทีเรียกร้องนั้น บริษัท ฯ
ไม่มีหน้าที่ต้องชำระ เนื่องจาก หากจะมีภาษีหรือภาระดังกล่าวเกิดขึ้นจริงแล้ว
ก็เป็นหน้าที่ความรับผิดของทีโอทีในฐานะผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร อีกทั้ง
ทีโอทีเองก็เป็นฝ่ายโต้แย้งกรมสรรพากรว่า กรมสรรพากรไม่อาจประเมินเรียกเก็บภาษีดังกล่าวได้
2.6) การเรียกร้องของทีโอทีในกรณีดังกล่าวนี้ เป็นการเรียกร้องซ้ำซ้อนกับเงินจำนวนเดียวกันที่ ทีโอที
ได้เรียกร้องในเรื่องภาษีสรรพสามิตไว้แล้ว ด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ณ สถาบันอนุญาโตตุลาการ
ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2551 โดยขณะนี้ข้อพิพาทอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ
ทั้งนี้ บริษัทฯ จะได้มีหนังสือโต้แย้งคัดค้านข้อเรียกร้องข้างต้นของทีโอทีต่อไป
อนึ่ง บริษัทฯ ได้รับทราบตามข่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554
ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปเจรจาเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาฯกับบริษัทฯ
และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบภายใน 15 วัน อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ บริษัทฯ ยังมิได้รับหนังสือจากทีโอที
และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือหน่วยงานของรัฐอื่นแต่อย่างใด
______________________________________________________________________