คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
12 February 2010
2552 คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
บทวิเคราะห์สำหรับผู้บริหาร
เอไอเอสสร้างกระแสเงินสดหลังหักเงินลงทุนในปี 2552 ได้อย่างแข็งแกร่งโดยเติบโต 28% เทียบกับ
ปีที่แล้ว แม้รายได้รวมจะลดลงก็ตาม โดยปี 2552 ถือเป็นปีที่ยากลำบากจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ทั้งทั่วโลกและภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทำให้รายได้จากการ
ให้บริการไม่รวม IC ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายและเงินลงทุน
ในโครงข่ายที่ลดลงได้ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดหลักหักเงินลงทุนได้อย่างแข็งแกร่งที่ระดับ
3.1 หมื่นล้านบาท สูงขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.42 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย
ที่คาดการณ์ไว้ที่ 15%
รายได้จากบริการด้านข้อมูลเติบโตอย่างแข่งแกร่งโดยเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากโมบายอินเตอร์เน็ต
หรือการเข้าอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ความสามารถในการเคลื่อนที่และเข้าถึงบริการด้านข้อมูลได้สะดวกผ่าน
ทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนอย่างเช่น แบล็คเบอร์รี่ โนเกีย N series และ E series รวมไปถึงแอร์การ์ด
หรือโมเด็มเคลื่อนที่ ทำให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี ความนิยม
ของสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้การใช้งานด้านข้อมูลของลูกค้า
เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและเน็ทบุ๊คได้ง่ายขึ้นจากราคาที่มีแนวโน้ม
ลดลง เอไอเอสยังคงเป็นผู้นำในตลาดบริการด้านข้อมูลโดยมีรายได้จากบริการด้านข้อมูลที่ 1.37 หมื่นล้านบาท
เติบโตขึ้น 24% จากปี 2551 โดยมีจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่ในปี 2552 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.3
ล้านคนจากเดิมที่มีจำนวน 4.5 ล้านคนในปี 2551 ซึ่งการเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากจำนวนผู้ใช้งานบริการ
แบล็คเบอร์รี่ของเอไอเอส ที่มีกว่าหนึ่งแสนรายและจำนวนผู้ใช้งานซิมอินเตอร์เน็ตกว่า265,000 ราย
เอไอเอสเชื่อว่าบริการด้านข้อมูลอยู่ในช่วงกำลังเจริญเติบโตและจะเป็นตัวสร้างรายได้ที่สำคัญสำหรับ
อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2553
การควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
(ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ประกอบด้วยต้นทุนด้านโครงข่ายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ไม่รวม
ค่าเสื่อมราคา) ช่วยให้อัตราส่วน EBITDA margin เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 44.8% จากเดิมที่ระดับ 41.9%
ในปี 2551 ค่าใช้จ่ายหลักที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้วได้แก่ ค่าบำรุงรักษาโครงข่ายลดลง 24% ค่าใช้จ่าย
ด้านบัตรเติมเงินลดลง 46% จากการเปลี่ยนมาใช้การเติมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ และค่าใช้จ่าย
ทางการตลาดที่ลดลง 17%
ในปี 2553 เอไอเอสมีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตของกระแสเงินสดหลังหักเงินลงทุนที่ระดับ 12%
เมื่อเทียบกับปี 2552 โดยคาดการณ์รายได้จากการบริการจะเพิ่มขึ้น 3% จากแนวโน้มของสภาวะเศรษฐกิจ
และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น การลดค่าใช้จ่ายจะไม่มีผลมากเหมือนในปี 2552 และคาดการณ์ว่าอัตราส่วน
EBITDA margin จะอยู่ที่ระดับ 44% สำหรับการออกใบอนุญาตการให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1 GHz
ยังคงมีความไม่แน่นอน งบลงทุนสำหรับปี 2553 จึงปรับลดลงมาที่ระดับ 6.2 พันล้านบาท ต่ำสุดเป็น
ประวัติการณ์จากสภาวะตลาดที่เริ่มอิ่มตัวในแง่จำนวนผู้ใช้บริการ งบลงทุนนี้จะใช้สำหรับการขยาย
ความสามารถในการรองรับบริการด้านข้อมูลผ่านเทคโนโลยี EDGE และเทคโนโลยี HSPA บนคลื่น
900 MHz ไม่รวมการลงทุนเทคโนโลยี 3G บนคลื่น 2.1GHz
สรุปผลการดำเนินงาน
จำนวนผู้ใช้บริการ เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 28.8 ล้านราย โดยส่วนใหญ่มาจากกล่มลูกค้าพรีเพดแต่จำนวนผู้ใช้
บริการรายใหม่ยังคงทรงตัวจากสภาวะเศรษฐกิจและสภาวะอุตสาหกรรมที่อิ่มตัว
ARPU ดีขึ้นในไตรมาส 4/2552 จากการฟื้นตัวของสภาวะเศรษฐกิจ
MOU ดีขึ้นจากกลุ่มลูกค้าพรีเพด
จำนวนผู้ใช้บริการ อยู่ที่ระดับ 28.8 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านราย จากเดิมที่มีจำนวนผู้ใช้บริการ
27.3 ล้านราย ในปี 2551 อย่างไรก็ดีจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นนั้นลดลงจากเดิม
ที่ระดับ 3.2 ล้านรายในปี 2551 ซึ่งเป็นผลจากสภาพอิ่มตัวของอุตสาหกรรมและ
ขาลง จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสุทธิ (net additions) จากบริการโพสต์เพด
ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในขณะที่ผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสุทธิจากบริการพรีเพด
ลดลง 59.7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว การเปิดตัวของแบล็คเบอร์รี่ ในประเทศไทย
อย่างจริงจังและการเจริญเติบโตของการใช้งานซิมอินเตอร์เน็ตช่วยลดผลกระทบ
จากสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสำหรับไตรมาส 4/2552
อยู่ที่ระดับ49,000 ราย จากโปรโมชั่นสำหรับบริการพรีเพดอย่าง "บู๊ลิ้ม"
ARPU ยังคงลดลงจากปี 2551 จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอย
อย่างจำกัด เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรายไตรมาสแล้ว ARPU ในไตรมาส 4/2552
ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกหลังจากที่ลดลงต่อเนื่องถึงเจ็ดไตรมาส สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัว
ของการใช้งานและความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ARPU ที่รวม
ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายของกลุ่มลูกค้าโพสต์เพดลดลง 4.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยอยู่ที่
ระดับ 619 บาท แต่เพิ่มขึ้น 3.1% จากไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ
600 บาท ในขณะที่ ARPU ที่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายของกลุ่มลูกค้าพรีเพดลดลง
2.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วมาอยู่ที่ระดับ 198 บาทแต่เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ระดับ 191 บาท
MOU ของทั้งกลุ่มลูกค้าพรีเพดและโพสต์เพดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา
โดย MOU ของกลุ่มลูกค้าพรีเพดเติบโต 6.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา
และเติบโต 4.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วโดยมาอยู่ที่ระดับ 255 นาที
MOU ของกลุ่มลูกค้าโพสต์เพดเติบโต 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา
โดยเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 534 นาทีแต่ยังคงลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของ
ปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 544 นาที โดย ไตรมาส 4/2552 ถือเป็นไตรมาสที่สดใสจากการ
ฟื้นตัวของเศรษฐกิจพร้อมด้วยผลบวกจากปัจจัยเชิงฤดูกาล
เหตุการณ์สำคัญ
ในปี 2552 บริษัทได้บันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ บริษัท แอดวานซ์ ดาต้าเน็ทเวอร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด
(เอดีซี) เป็นมูลค่า 561 ล้านบาท ลงบนงบการเงินรวม เนื่องจากเอดีซีไม่มีแผนการการลงทุนเพิ่มเติมและ
มีแนวโน้มที่ฐานลูกค้าจะลดลง โดยผลกระทบต่อกำไรสุทธิก่อนหักรายการพิเศษแสดงในหัวข้อกำไรสุทธิใน
หน้า 3 ทั้งนี้เอไอเอสมีสัดส่วนถือหุ้นทางอ้อมในเอดีซีเท่ากับ 50.2% โดยเป็นการลงทุนผ่านดีพีซีซึ่งเป็นบริษัทย่อย
ของเอไอเอส ดังนั้นการด้อยค่าของสินทรัพย์ในเอดีซีจึงส่งผลต่อ การด้อยค่าของการลงทุนของดีพีซีในเอดีซี
โดยมีผลต่อกำไรสุทธิเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 222 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) การด้อยค่าสินทรัพย์ของเอดีซีใน
สัดส่วน 50.2% ของมูลค่า 561 ล้านบาท และหัก (2) ส่วนของสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี
(defer tax gain) จากการด้อยค่าซึ่งดีพีซีลงทุนในเอดีซี คิดเป็นสัดส่วน 30% ของมูลค่า 200 ล้านบาท
สรุปผลประกอบการเชิงการเงิน
รายได้การให้บริการไม่รวม IC 2551 2552 %เปลี่ยน ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส %เปลี่ยน %เปลี่ยน
(ล้านบาท) แปลงเทียบ 4/2551 3/2552 4/2552 แปลงเทียบ แปลงเทียบ
ปี 2551 กับไตรมาส กับไตรมาส
4/2551 3/2552
รายได้จากบริการเสียง 63,906 76.7% 60,755 74.6% -4.9% 15,458 14,868 15,221 -1.5% 2.4%
โพสต์เพด (เสียง) 15,098 18.1% 14,432 17.7% -4.4% 3,740 3,600 3,508 -6.2% -2.6%
พรีเพด (เสียง) 48,808 58.5% 46,323 56.9% -5.1% 11,718 11,268 11,714 0.0% 4.0%
รายได้จากบริการข้อมูล 11,061 13.3% 13,738 16.9% 24.2% 2,930 3,455 3,965 35.3% 14.8%
รายได้โรมมิ่งต่างประเทศ 3,696 4.4% 2,821 3.5% -23.7% 678 571 871 28.5% 52.5%
อื่นๆ (โทรต่างประเทศและอื่นๆ) 4,710 5.6% 4,127 5.1% -12.4% 1,157 970 1,043 -9.8% 7.6%
รวมรายได้จากการให้บริการ 83,373 100.0% 81,442 100.0% -2.3% 20,222 19,863 21,100 4.3% 6.2%
ไม่รวมIC
รายได้การให้บริการไม่รวม IC ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สอดคล้องกับแนวโน้มที่คาดการณ์ไว้
ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของไตรมาสที่ 4/2552
EBITDA ลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากรายได้ที่ลดลงโดยมีการควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยช่วย
กำไรสุทธิก่อนหักรายการพิเศษ อยู่ที่ระดับ 17,277 ล้านบาทลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากรายได้
ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
รายได้การให้บริการไม่รวม IC สำหรับปี 2552 ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
และความไม่มั่นคงทางการเมือง ผลกระทบที่รุนแรงจากการยึดสนามบินเมื่อปลายปี 2551 และความวุ่นวาย
ทางการเมืองในเดือนเมษายน 2552 ลดทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งกระทบถึงการใช้จ่ายในประเทศ
รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาประเทศไทยลดน้อยลง ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยในช่วง
6 เดือนแรกลดลง 6% ในขณะที่รายได้การให้บริการไม่รวม IC ของเอไอเอสลดลง 5.4% แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง
ของปี 2552 สภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวและเศรษฐกิจของประเทศไทยก็มีการฟื้นตัวเช่นกัน โดยเฉพาะ
จากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยกลับมาเจริญเติบโตในไตรมาส
4/2552 โดยเอไอเอสมีรายได้การให้บริการไม่รวม IC ในไตรมาส 4/2552 เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้รายได้การให้บริการไม่รวม IC ในปี 2552 เป็นไปตามแนวโน้มที่
คาดการณ์ไว้ หลังจากที่รายได้การให้บริการไม่รวม IC หดตัวสามไตรมาสติดต่อกันในช่วงต้นปี
รายได้จากบริการเสียง ซึ่งปัจจุบันถือว่าอยู่ในสภาวะอิ่มตัว มีรายได้ลดลง 4.9% เมื่อเทียบกับปี 2551
เป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจขาลง รายได้จากบริการเสียงจากกลุ่มพรีเพดลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ในขณะที่รายได้จากบริการเสียงจากกลุ่มโพสต์เพดลดลง 4.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในไตรมาส 4/2552
รายได้จากบริการเสียงจากกลุ่มพรีเพดเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา จากปัจจัยบวก
ของฤดูกาลผนวกกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รายได้จากบริการเสียงจากกลุ่มพรีเพดจึงใกล้เคียงกับไตรมาส
เดียวกันของปีที่แล้ว ในทางตรงกันข้าม รายได้จากบริการเสียงจากกลุ่มโพสต์เพดยังคงลดลง 2.6% เมื่อ
เทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมาและลดลง 6.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แนวโน้ม
การลดลงของรายได้จากบริการเสียงจากกลุ่มโพสต์เพดเริ่มทรงตัวจากการที่บริษัทพยายามสร้างฐานลูกค้า
ที่มีคุณภาพ
รายได้จากบริการด้านข้อมูล คิดเป็นสัดส่วน 17% ของรายได้การบริการไม่รวม IC เทียบกับในปี 2551
คิดเป็นสัดส่วน 13% รายได้จากบริการด้านข้อมูลเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยเพิ่มขึ้น 24% จากปีที่แล้วสู่ระดับ
13,738 ล้านบาท จาก 11,061 ล้านบาท ในปี 2551การเจริญเติบโตนี้มาจากสมาร์ทโฟนที่ออกแบบให้
ใช้งานได้ง่ายมากขึ้นและมีระดับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ความนิยมของการใช้งานระบบสังคม
ออนไลน์ (Social networking) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมไปถึงความหลากหลาย
ของบริการดาวน์โหลดข้อมูลประเภทต่างๆ (Content) และความต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่
(Mobile internet) ทำให้ในไตรมาส 4/2552 รายได้จากบริการด้านข้อมูลเติบโต 35% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วและเติบโต 15% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา สำหรับในปี 2552
โดยรวมนั้น การใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่มีการเจริญเติบโตถึง 54% ถือเป็นปัจจัยหลักในการเจริญ
เติบโตของรายได้จากบริการด้านข้อมูล ทั้งนี้รวมไปถึงการเจริญเติบโตของผู้ใช้งานบริการแบล็คเบอร์รี่และ
อินเตอร์เน็ตซิมด้วย นอกจากนี้บริการดาวน์โหลดข้อมูล (Content) ซึ่งมีการเจริญเติบโต 42% เมื่อเทียบกับ
ปีที่แล้ว เป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งในการเจริญเติบโตของรายได้จากบริการด้านข้อมูล ซึ่งการเจริญเติบโต
ในส่วนของบริการดาวน์โหลดข้อมูลนี้มาจากความร่วมมือของคู่ค้าในการสรรค์สร้างบริการที่หลากหลาย
ดึงดูดผู้ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านข่าวสารและการดำเนินชีวิตประจำวัน การให้บริการลูกค้า
กลุ่มองค์กรมีการเจริญเติบโตสูงเช่นกัน โดยเติบโต 52% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากบริการต่างๆ เช่น
ระบบอีเมล์องค์กร, ระบบการใช้งานแบล็คเบอร์รี่, VOIP และการสนับสนุนงานขายขององค์กรนั้น
ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย 2551 2552 %เปลี่ยนแปลง
(ล้านบาท) เทียบกับปี 2551
รายรับค่า IC 16,213 14,370 -11.4%
รายจ่ายค่า IC 15,476 13,416 -13.3%
สุทธิ รับ / (จ่าย) 737 954 29.4%
ต้นทุนการให้บริการไม่รวม IC 2551 2552 %เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2551
ค่าตัดจำหน่ายโครงข่าย 17,898 19,024 6.3%
ต้นทุนโครงข่าย 2,513 2,646 5.3%
ค่าซ่อมบำรุงโครงข่าย 1,825 1,388 -23.9%
อื่นๆ 3,773 3,783 0.3%
ต้นทุนการให้บริการไม่รวมค่า IC 26,008 26,842 3.2%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายการตลาด 3,252 2,695 -17.1%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 7,802 7,439 -4.7%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 11,054 10,134 -8.3%
% ค่าใช้จ่ายการตลาดเมื่อเทียบ 2.9% 2.6%
กับรายได้ (ไม่รวม IC)
% ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญ 2.7% 3.8%
ต่อรายได้โพสต์เพด
% ค่าใช้จ่ายในการขายและ 10.0% 9.9%
บริหารต่อรายได้ (ไม่รวม IC)
EBITDA
กำไรจากการดำเนินงาน 27,699 26,002 -6.1%
ค่าเสื่อมราคาที่ดิน อาคาร 3,029 3,337 10.2%
อุปกรณ์
ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ 15,815 16,687 5.5%
โครงข่าย
กำไรจากการขายสินทรัพย์ 70 7 -90.0%
ค่าความนิยมรตัดจำหน่าย 15 0 -100.0%
ค่าตอบแทนผู้บริหาร -82 -72 -12.2%
ค่าใช้จ่ายการเงินอื่นๆ -82 -68 -16.4%
EBITDA 46,463 45,892 -1.2%
EBITDA margin 41.9% 44.8%
ต้นทุนทางการเงิน
ดอกเบี้ยจ่าย 1,625 1,853 14.0%
ค่าใช้จ่ายการเงินอื่นๆ 82 68 -16.4%
ต้นทุนทางการเงิน 1,707 1,921 12.6%
กำไรสุทธิ ในปี 2552 เท่ากับ 17,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากปีที่แล้วซึ่งมีการบันทึกการด้อยค่าของ
ค่าความนิยมดีพีซีมูลค่า 3,553 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษเท่ากับ 17,277 ล้านบาท ลดลง
7.9% จาก 18,760 ล้านบาท ในปี 2551 เป็นผลเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจขาลงและความไม่มั่นคงทาง
การเมือง ในปี 2552 ได้บันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ บริษัท แอดวานซ์ ดาต้าเน็ทเวอร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์
จำกัด (เอดีซี) เป็นมูลค่า 561 ล้านบาท ลงบนงบการเงินรวม เนื่องจากเอดีซีไม่มีแผนการที่จะขยายธุรกิจ
บริการสื่อสารขัอมูลผ่านเครือข่ายสายโทรศัพท์และบรอดแบนด์ เอไอเอสมีสัดส่วนในหุ้นของเอดีซีเท่ากับ 50.2%
โดยเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านดีพีซีซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเอไอเอส ดังนั้นการด้อยค่าของสินทรัพย์ในเอดีซี
จึงส่งผลต่อ การด้อยค่าของการลงทุนของดีพีซีในเอดีซี โดยมีผลต่อกำไรสุทธิ เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 222 ล้านบาท
ประกอบด้วย (1) การด้อยค่าสินทรัพย์ของเอดีซีในสัดส่วน 50.2% ของมูลค่า 561 ล้านบาท และหัก (2)
ส่วนของสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากการด้อยค่าซึ่งดีพีซีลงทุนในเอดีซี คิดเป็นสัดส่วน 30% ของมูลค่า
200 ล้านบาท
รายได้จากบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (IR) ลดลง 23.7% เมื่อเทียบกับปี 2551 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว
ต่างประเทศที่ลดลงจากผลของเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง และจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่ตกต่ำ รวมถึงอัตรา
ส่วนลดค่าบริการกับคู่สัญญาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างประเทศ (เอไอเอสบันทึกรายได้จากบริการข้ามแดน
อัตโนมัติแบบสุทธิโดยหักส่วนค่าบริการของคู่สัญญาผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างประเทศ) ในไตรมาส
4/2552 รายได้จากบริการข้ามแดนอัตโนมัติมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งโดยเติบโตขึ้น 28.5% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วและเพิ่มขึ้น 52.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 ที่ผ่านมา เป็นการฟื้นตัว
อย่างต่อเนื่อง สะท้อนกับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่กลับมาสดใสอีกครั้งและรวมไปถึงการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี รายได้จากบริการข้ามแดนอัตโนมัติซึ่งคิดเป็น 4.1% ของรายได้การให้บริการ
ไม่รวม IC ในไตรมาส 4/2552 นั้น ยังคงต่ำกว่าระดับเดิมในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะปกติที่ประมาณ 5%
รายได้อื่นๆ ลดลง 12.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดลงของรายได้จากบริการ
โทรออกต่างประเทศ อันเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจขาลงและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลง
แต่ในไตรมาส 4/2552 ได้มีการฟื้นตัวโดยปรับเพิ่มขึ้น 16.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2552 โดยธุรกิจ
โทรออกต่างประเทศ(IDD) เริ่มเห็นแนวโน้มของการแข่งขันด้านราคาในไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมาและคาดว่า
จะมีอย่างต่อเนื่องในปี 2553
รายรับสุทธิค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (net IC) มีรายรับสุทธิเป็นบวกที่จำนวน 954 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.4%
เมื่อเปรียบกับปีที่แล้วซึ่งเท่ากับ 737 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2552 รายรับสุทธิค่าเชื่อมโยงโครงข่ายลดลง
มาอยู่ที่ 122 ล้านบาทจากโปรโมชั่นซึ่งมีอัตราค่าโทรที่จูงใจในการโทรออกนอกเครือข่าย เพื่อเป็นการกระตุ้น
การใช้จ่ายโดยรวมของลูกค้า และดึงดูดให้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาใช้บริการ โดยสะท้อนออกมาที่ปริมาณ
การโทรออกนอกเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นในขณะที่การโทรในเครือข่ายค่อนข้างทรงตัว ในรอบปีที่ผ่านมา อัตรา
การโทรเข้าและโทรออกระหว่างเครือข่ายยังคงมีแนวโน้มลดลงจากการที่ผู้ให้บริการแต่ละรายมุ่งที่จะกำหนด
โปรโมชั่นราคาที่ดึงดูดการโทรในเครือข่าย ทั้งนี้อัตราการโทรในเครือข่ายของเอไอเอสในไตรมาส 4/2552
อยู่ที่ 79% ในขณะที่ไตรมาส 4/2551 อยู่ที่ 76%
รายได้จากการขาย อยู่ที่ 6,639 ล้านบาท คิดเป็น 6.5% ของรายได้รวมทั้งหมดในปี 2552 โดยรายได้
จากการขายลดลง 40.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของโนเกียและผลกระทบ
จากเศรษฐกิจ อัตรากำไรขั้นต้นของการขายดีขึ้นเล็กน้อย โดยเพิ่มขึ้นมาที่ 6.6% ในปี 2552 จากเดิม 6%
ในปี 2551 และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 3/2552 รายได้จากการขายในไตรมาสที่ 4/2551 ลดลง
13.7% มาจากการตีตลาดของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับล่างจากแบรนด์ในประเทศ อย่างไรก็ดี อัตรากำไร
ขั้นต้นในไตรมาส 4/2552 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 16% จากเดิมที่ 8.2% จากการเติบโตของยอดขาย
สมาร์ทโฟน แบล็คเบอร์รี่รวมไปถึงแอร์การ์ด
ต้นทุนการให้บริการไม่รวมค่า IC เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาโดยมาอยู่ที่ระดับ 26,842 ล้านบาท
จากเดิมที่ระดับ 26,008 ล้านบาทในปี 2551 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าตัดจำหน่ายโครงข่ายที่เพิ่มสูงขึ้น 6.3%
เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากระยะเวลาการตัดค่าเสื่อมราคาที่สั้นลง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาโครงข่ายลดลง
23.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากการเจรจาลดค่าใช้บริการบำรุงรักษา แต่ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคและค่าเช่า
พื้นที่สถานีฐานเพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจากจำนวนสถานีฐานที่เพิ่มมากขึ้น
ส่วนแบ่งรายได้ ลดลงเล็กน้อยที่ระดับ 0.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากรายได้การบริการที่ลดลง
ค่าใช้จ่ายทางการตลาด ลดลง 17.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยมาอยู่ที่ระดับ 2,695 ล้านบาท คิดเป็น
2.6% ของรายได้ทั้งหมด โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายทางการตลาดต่อรายได้ทั้งหมดถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่
ต่ำกว่า 3% ตามที่กำหนดไว้ ค่าใช้จ่ายทางการตลาดในไตรมาส 4/2552 เพิ่มขึ้น 47.9% เมื่อเทียบกับ
ไตรมาส 3/2552 สอดคล้องกับสภาวะฤดูกาลและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เมื่อเทียบกับปี 2551 ลดลง 4.7% เนื่องจากบริษัทได้ดำเนินนโยบายควบคุม
ค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและการพัฒนาบุคคลากรลดลง 6.1%
ขณะที่ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการบริหารลดลง 23.2% การตั้งสำรองหนี้สูญ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 47.9%
เป็นผลจากผู้ใช้บริการรายเดือนที่มีการใช้งานน้อยเพิ่มขึ้นประกอบกับสภาพเศรษฐกิจขาลง อย่างไรก็ตาม
บริษัทยังสามารถควบคุมสัดส่วนของค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญต่อรายได้โพสต์เพดที่ระดับต่ำกว่า 4%
กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) เท่ากับ 45,892 ล้านบาท ลดลง 1.2% จาก 46,463
ล้านบาทในปี 2551 ตามการลดลงของรายได้ชดเชยด้วยการลดต้นทุนจากการควบคุมค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดี
ในปี 2552 บริษัทมี EBITDA margin เท่ากับ 44.8% เพิ่มขึ้นจาก 41.9% ในปี 2551 อยู่ในช่วง 41-42%
ที่บริษัทได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานนี้ ส่วนใหญ่มาจากต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ
ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2551 เช่น ค่าซ่อมบำรุงโครงข่ายลดลง 23.9% ต้นทุนบัตรเติมเงินลดลง 46.3%
ค่าใช้จ่ายทางการตลาดลดลง 17.1% ต้นทุนพนักงานลดลง 6.1% และค่าใช้จ่ายทั่วไปในการบริหารลดลง
23%
ต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขึ้น 12.6% จากปีที่แล้ว เนื่องจาก ณ ไตรมาส 4/2552 มียอดเงินกู้เพิ่มขึ้นเป็น
35,654 ล้านบาท จาก 34,328 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2551
รายได้อื่นๆ เท่ากับ 678 ล้านบาท ลดลง 73.2% เมื่อเทียบกับ 2,564 ล้านบาทในปี 2551 ซึ่งส่วนใหญ่
มาจากรายรับพิเศษที่เกิดจากการยุติข้อพิพาทระหว่างดีพีซีและดีแทคในไตรมาส 2/2552 จำนวน 1,217
ล้านบาท ประกอบกับดอกเบี้ยรับซึ่งลดลง
กำไร (ล้านบาท) หักภาษี การบันทึก 2551 2552 %เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2551
กำไรสุทธิ 16,409 17,055 3.9%
บวก:การด้อยค่าของค่าความนิยม ดีพีซี ไม่ได้ ขาดทุนจากการด้อยค่า 3,553
การด้อยค่าของสินทรัพย์ เอดีซี ได้ ขาดทุนจากการด้อยค่า 222
ตัดจำหน่ายค่าความนิยม ไม่ได้ ค่าใช้ในการขายและ 15
บริหาร
หัก: รายรับจากการยุติข้อพิพาท ดีพีซีหลังหัก ได้ รายได้อื่น ๆ (1,217)
ภาษี
กำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษ 18,760 17,277 -7.9%
โครงสร้างงบดุล
(ล้านบาท) 2551 % สิน 2552 % สิน
ทรัพย์รวม ทรัพย์รวม
เงินสด 16,325 12.7% 25,167 20.1%
เงินลงทุนระยะสั้น 140 0.1% 44 0.0%
ลูกหนี้การค้า 5,790 4.5% 5,773 4.6%
สินค้าคงเหลือ 1,593 1.2% 629 0.5%
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ 3,048 2.4% 1,958 1.6%
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 26,896 21.0% 33,571 26.9%
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์-สุทธิ 81,189 63.4% 69,715 55.8%
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน-สุทธิ 6,538 5.1% 6,286 5.0%
สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 10,075 7.9% 10,052 8.0%
อื่นๆ 3,383 2.6% 5,402 4.3%
รวมสินทรัพย์ 128,081 100.0% 125,026 100.0%
เจ้าหนี้การค้า 4,263 3.3% 2,729 2.2%
ส่วนของหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระใน 1 ปี 7,038 5.5% 497 0.4%
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีค้างจ่าย 2,719 2.1% 3,070 2.5%
อื่นๆ 10,839 8.5% 10,287 8.2%
รวมหนี้สินหมุนเวียน 24,860 19.4% 16,583 13.3%
หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย 34,328 26.8% 35,654 28.5%
รวมหนี้สิน 54,646 42.7% 53,215 42.6%
รวมส่วนผู้ถือหุ้น 73,436 57.3% 71,811 57.4%
สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2552 เท่ากับ 125,026 ล้านบาท ลดลง 2.4% จากปีที่แล้ว โดยสินทรัพย์ที่เป็น
โครงข่าย ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์-สุทธิ ลดลงเนื่องจากค่าตัดจำหน่ายสูงกว่ามูลค่าการลงทุนใหม่ เงินสด
เพิ่มขึ้นเป็น 25,167 ล้านบาท จากกระแสเงินสดหลังหักเงินลงทุนที่แข็งแกร่งจากการดำเนินงานของบริษัท
(ยังมีต่อ)