คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
18 February 2009
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
บทวิเคราะห์สำหรับผู้บริหาร
ปี 2551 ถือเป็นปีที่เอไอเอสพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเติบโตของรายได้ในอัตรา 6.5% และ
ความสามารถในการรักษาระดับส่วนแบ่งรายได้ตลาด รวมถึงอัตราผลกำไรที่ดีขึ้น ในช่วง 9 เดือนแรก
ของปี รายได้ของเอไอเอสเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่อัตรา 8.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่อัตรา 7-8%
ท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ก่อนที่จะถูกผลกระทบจากปัจจัยความกดดันทางการเมือง
รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2551 ปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตของเอเอส
ในปี 2551 ได้แก่คุณภาพของผู้ใช้บริการใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งสนับสนุนโดยเครือข่ายที่แข็งแกร่งของเอไอเอส
ในต่างจังหวัด และช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดีขึ้น รวมถึงอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งของการใช้บริการ
ด้านข้อมูล และจำนวนผู้ในบริการเทคโนโลยี EDGE ที่เพิ่มขึ้น
จากความเป็นผู้นำทั้งด้านเครือข่ายที่แข็งแกร่ง และคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่า เอไอเอสยังได้
ปรับโครงสร้างการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการปรับแนว
ทางการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ตัวแทนจำหน่าย โดยการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายรายย่อยในระบบ แทนการ
พึ่งพิงตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่เพียงอย่างเดียว โดยสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เอไอเอสสามารถเพิ่มฐานลูกค้าใน
พื้นที่ห่างไกลที่ยังมีอัตราการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระดับต่ำได้ เอไอเอสได้กระตุ้นให้มีการเติม
เงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตลอดปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการเติมเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
(e-refill) ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นสัดส่วน 30% ของยอดการเติมเงินทั้งหมดจากที่เคยมีสัดส่วนอยู่เพียงไม่ถึง
10% ในปี 2550 การเติมเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ผู้ใช้บริการสามรถเติมเงินได้ในมูลค่าที่
น้อยลง และทำให้เพิ่มความถี่ในการเติมเงินมากขึ้น รวมถึงสามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตบัตรเติม
เงินอีกด้วย
เอไอเอสยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดโพสต์เพดได้ โดยมีการจัดการในการหาลูกค้าใหม่ๆ
ได้ดีขึ้นด้วยการคัดเลือกอย่างรัดกุมเพื่อให้ได้ลูกค้าที่มีคุณภาพดี และมีความเหมาะสมต่อพฤติกรรม
การใช้งาน และรูปแบบการใช้ชีวิต ดังนั้น คุณภาพของผู้ใช้บริการใหม่จึงมีคุณภาพที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้
จากอัตราการออกจากระบบ (churn) และอัตราหนี้สงสัยจะสูญที่ลดลง
ในขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคานั้นก็ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องจากการเริ่มคิดค่าเชื่อมโยง
โครงข่ายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การคิดค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น โดยผู้
ให้บริการไม่สามารถลดราคาได้เกินต้นทุนค่าเชื่อมโยงโครงข่าย ส่งผลให้อัตราผลกำไรดีขึ้น และลดการ
ลงทุนในโครงข่ายลง จากการที่มีปริมาณสายเข้าที่น้อยลง เอไอเอสได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการ
รายใหญ่ โดยสนับสนุนการโทรในเครือข่าย และการโทรนอกเวลาที่มีการใช้งานสูง (off-peak) ทำให้
เกิดการบริหารการใช้งานโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยลดการลงทุนในโครงข่ายได้อีกด้วย
เอไอเอสมีการจัดทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์เพื่อการเติบโตในระยะยาว โดยใน
ปีที่ผ่านมา เอไอเอสได้มีการปรับปรุงภาพลักษณ์บริษัท โดยนำเสนอแนวคิด "เอไอเอส อยู่เคียงข้างคุณ"
ผ่านน้องอุ่นใจ โดยเน้นการสร้างความแข็งแกร่ง และสื่อถึงคุณค่าของตราสินค้า โดยเน้นที่แกนหลักทั้งห้า
อันได้แก่ เครือข่ายที่ดีกว่า บริการที่เป็นเลิศ สิทธิพิเศษที่เหนือกว่า บริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และ
การตอบแทนสังคม
งบดุลในปี 2551 ยังแข็งแกร่งด้วยอัตราหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5 เท่า และมีสภาพคล่อง
ในระดับสูง จากการเติบโตของรายได้ และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผล
การดำเนินงานของเอไอเอสยังมีความแข็งแกร่ง และเพิ่มความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจาก
การดำเนินงาน เพื่อช่วยสนับสนุนการจ่ายเงินปันผล และความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคต
สรุปผลการดำเนินงาน
Rounded Rectangle: จำนวนผู้ใช้บริการ เอไอเอสสามารถเข้าถึงเขตภูมิภาคได้มากขึ้นทำให้ผู้ใช้บริการใน
ตลาดภูมิภาคยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
ARPU ลดลงเนื่องจากการใช้ multi-SIM ขณะที่ผู้ใช้บริการรายใหม่มี ARPU ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม
ARPU ลดลงในอัตราที่ช้าลง
ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากกระแสตอบรับที่ดีต่อโปรโมชั่นในช่วง off-peak แต่มีค่าใช้จ่าย
เพื่อการลงทุนในโครงข่ายต่ำลง
จำนวนผู้ใช้บริการ ณ สิ้นปี 2551 มีผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 27.3ล้านเลขหมาย โดยเพิ่มขึ้น 3.2 ล้านเลขหมาย
หรือ 13% อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นลดลงจาก 4.6 ล้านเลขหมายในปี
2550 เป็นผลจากการทำนโนบายการตลาดซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการมาก
เกินไป แต่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของลูกค้า รวมทั้งมีการเติบโตของการใช้ซิม
การ์ดมากกว่าหนึ่งหมายเลข (Multiple SIMs) ลดลง สำหรับส่วนแบ่งตลาดของจำนวน
ผู้ใช้บริการลดลงเล็กน้อยเป็น 45% จาก 46% ในปี 2550 ขณะที่สวนแบ่งตลาดของ
รายได้คงที่ ที่ 51% เป็นผลมากจากมีลูกค้าคุณภาพสูงขึ้นและการพัฒนาประสิทธิภาพ
ของช่องทางการจัดจำหน่ายรวมไปถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์เอไอเอสโดยเฉพาะใน
ตลาดต่างจังหวัด
ลูกค้าโพสต์เพด ในปี 2550 เอไอเอสมีหนี้สูญและลูกค้าออกจากระบบ (Churn) สูงซึ่งเป็นผลจาก
การตลาดที่มุ่งเน้นเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ แต่สำหรับในปี 2551 บริษัทฯ ได้เพิ่มความ
รอบคอบและเกณฑ์ในการคัดเลือกคุณภาพของผู้ใช้บริการ ส่งผลให้จำนวนของลูกค้า
ด้อยคุณภาพลดลง เห็นได้จากในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 Churn ลดลงเป็น 2%
จาก 4.7% ในปี 2550
ลูกค้าพรีเพด กลุ่มลูกค้าพรีเพดในตลาดภูมิภาคยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอีสานซึ่ง
ยังมีอัตราผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อจำนวนประชากรต่ำแต่มีโอกาสในการเติบโต
สูงจากรายได้และกำลังซื้อของประชากรในภาคที่เพิ่มขึ้นจากคุณภาพของเครือข่าย
สัญญาณรวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายส่งผลให้เอไอเอสจึงมีการขยายตัวของ
รายได้และฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เขตภาคอีสาน
ARPU รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือนลดลงอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนโดยมีสาเหตุหลักจาก
การขยายตัวของจำนวนผู้ใช้บริการในพื้นที่เขตต่างจังหวัดซึ่งมี ARPU ต่ำกว่าพื้นที่ใน
เขตเมือง ประกอบกับยังคงมีการใช้งานมากกว่าหนึ่งเลขหมาย (multiple-SIM) ทั้งนี้ใน
ปี 2551 ARPU มีอัตราการลดลงอยู่ที่ 11% ช้าลงเมื่อเทียบกับ 20% เมื่อปี 2550
เนื่องจากมีการอัตราการใช้ multiple-SIM ลดลง
MOU เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้บริการบุฟเฟ่ต์ในช่วง Off-peak และ โปรโมชั่นที่เพิ่มเติมจาก
โปรโมชั่นหลัก (on-top) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง MOU ในปี 2551 เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตามแม้จะมีจำนวนนาทีที่ใช้บริการเพิ่มขึ้น แต่เอไอเอสใช้เครือข่ายอย่างมี
ประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งช่วยให้ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในโครงข่ายลดลง โดยในปี 2551
มีมูลค่าเท่ากับ 12,586 ล้านบาท
เหตุการณ์สำคัญ
ไตรมาส 4/2551 การบันทึกค่าการด้อยค่าความนิยมของดีพีซีเป็นมูลค่า 3,553 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 กลุ่มบริษัทฯ ได้บันทึกค่าการด้อยค่าความนิยมจากบริษัทย่อยดีพีซีซึ่งการเป็น
ผู้ดำเนินการและให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ Digital PCN 1800 เป็นมูลค่า 3,553 ล้านบาท ลงในงบ
กำไรขาดทุนซึ่งเป็นรายการที่ไม่สามารถนำไปหักภาษีได้ ไม่กระทบต่อกระแสเงินสด และไม่สามารถบันทึก
กลับคืนได้
การบันทึกการด้อยค่าความนิยมนี้เป็นเหตุจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 43 มีผลตั้งแต่ 1
มกราคม 2551 โดยตามมาตรฐานใหม่จะไม่มีการตัดจำหน่ายค่าความนิยม แต่จะต้องทำการทดสอบการ
ด้อยค่าและบันทึกการด้อยค่าในกรณีที่มูลค่าตามบัญชีของค่าความนิยมสูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน
(วิธีการตัดค่าของการด้อยค่าได้ระบุไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน) ซึ่งมีผลกระทบต่องบการเงินรวม
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ดังนี้
- หยุดการตัดจำหน่ายค่าความนิยมมูลค่า 1,167 ล้านบาทต่อปี
- บันทึกค่าการด้อยค่าความนิยมของดีพีซีเป็นมูลค่า 3,553 ล้านบาท ด้วยวิธีคิดมูลค่าปัจจุบันของ
ประมาณการกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตดีพีซี 6,655 ล้านบาท โดยหลังจากหักค่าการด้อย
ค่าความนิยมของดีพีซี ค่าความนิยมของดีพีซีในงบดุลจะเท่ากับ 3,102 ล้านบาท
ไตรมาสที่ 2/2551 การระงับข้อพิพาทกรณีดีพีซีกับดีแทคโดยชำระค่าตอบแทนการโอนสิทธ์เป็น
จำนวนเงิน 3,000 ล้านบาท และบันทึกรายได้ก่อนหักภาษีจำนวน 1,739 ล้านบาท
จากข้อพิพาทในกรณี "The Unwind Agreement" (สิทธิและหน้าที่ในการบริหารโทรศัพท์เคลื่อนที่
PCN1800) ระหว่างดีพีซีและดีแทค ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 ดีพีซีได้บันทึกรายการหนี้สินรวมจำนวน
4,739 ล้านบาท ต่อมาในเดือนมีนาคม 2551 ศาลอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดในข้อพิพาท โดยสั่งให้ดีพีซี
ชำระเงินให้ดีแทค จำนวน 85 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี ส่วนข้อพิพาทที่
เหลือยังอยู่ในขั้นตอนการระงับข้อพิพาท และเมื่อเดือน 30 พฤษภาคม 2551 ดีพีซีได้เจรจาประนีประนอม
ยอมความกับดีแทค โดยยินยอมจ่ายให้ดีแทค จำนวน 3,000 ล้านบาทเพื่อยุติการเรียกร้องให้ชำระเงินใน
หนี้ปัจจุบัน หรือหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากข้อพิพาทดังกล่าว รวมถึงข้อพิพาทอื่นๆระหว่างดีพีซีและ
ดีแทคในกรณี "The Unwind Agreement" ดังนั้นในงบการเงินไตรมาสที่ 2/2551 ของเอไอเอสจึงได้มีการ
บันทึกรายได้อื่นก่อนหักภาษีจำนวน 1,739 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 จาก
กรณีดังกล่าว บริษัทมีเงินสดออกจำนวน 3,000 ล้านบาทในไตรมาสดังกล่าว
(รายละเอียดอยู่ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน)
สรุปผลประกอบการเชิงการเงิน
รายได้การบริการไม่รวม IC เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความแข็งแกร่งของเอไอเอส
ในตลาดภูมิภาคและการแข่งขันด้านราคาลดน้อยลง
ไตรมาส 4/2551 ได้รับผลกระทบจากการเหตุการณ์ปิดสนามบิน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในขาลง
EBITDA margin ไม่รวม IC เพิ่มขึ้น 300bps เป็น 48.3% โดย normalized profit เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว
7.4% เป็นผลจากการเติบโตของรายได้ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่าย
รายได้การให้บริการไม่รวม IC 2550 2551 %เปลี่ยนแปลง
(ล้านบาท) เทียบกับปี 2550
รายได้จากบริการเสียง 62,693 80.1% 63,906 76.7% 1.9%
โพสต์เพด (เสียง) 17,201 22.0% 15,098 18.1% -12.2%
พรีเพด (เสียง) 45,491 58.1% 48,808 58.5% 7.3%
รายได้จากบริการข้อมูล 8,628 11.0% 11,061 13.3% 28.2%
รายได้โรมมิ่งต่างประเทศ 3,699 4.7% 3,696 4.4% -0.1%
อื่นๆ (โทรต่างประเทศและอื่นๆ) 3,261 4.2% 4,710 5.6% 44.4%
รวมรายได้จากการให้บริการ 78,280 100.0% 83,373 100.0% 6.5%
รายได้การบริการไม่รวม IC ในปี 2551 เท่ากับ 83,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับ 78,280
ล้านบาท ในปี 2550 ประกอบด้วยรายได้จากบริการจากเสียงในระบบพรีเพดที่เพิ่มขึ้น 7.3% ขณะที่การ
เติบโตของรายได้จากการบริการข้อมูลสูงขึ้น 28.2% และรายได้จากบริการการโทรออกต่างประเทศผ่าน
หรัส 005 เติบโตถึง 90% รายได้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2551 เติบโตถึง 8.6% ซึ่งเหนือกว่าที่บริษัท
คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางภาวะที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง แต่ในไตรมาส 4 ซึ่งปกติเป็นช่วงที่รายได้ค่อนข้างสูงในปี
กลับได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ
ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจขาลงรวมไปถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงด้วย ซึ่งมีผลต่อการบริโภค
ภายในประเทศและการลดลงของปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเห็นได้จากในไตรมาส 4/2551 รายได้
จากการให้บริการไม่รวมค่า IC เท่ากับ 20,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.6% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน
แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2551 แล้วลดลง 2.1% ซึ่งมาจากการลดลงของรายได้จากการบริการทุกส่วน
โดยเฉพาะบริการโรมมิ่ง
รายได้จากการบริการเสียง ในปี 2551 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.9% จากปีก่อน เนื่องจาก รายได้โพสต์เพดล
ดลงมากจากปี 2550 ถึง 12.2% ขณะที่พรีเพดยังเติบโตได้ดีที่ 7.3% โดยการลดลงของรายได้โพสต์เพดมี
สาเหตุการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ ส่วนการแข่งขันทางด้านราคาในปี 2551 ลดน้อยลง เนื่องจากการ
เก็บค่าเชื่อมโยงโครงข่ายทำให้มีต้นทุนการโทรนอกเครือข่าย ดังนั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 ผู้ให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ปรับเปลี่ยนอัตราค่าบริการในแบบต่างๆโดยเฉพาะการเพิ่มอัตราค่าโทรนอกเครือข่าย
ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นการปรับอัตราค่าโทรเพื่อเพิ่มการใช้งานภายในเครือข่ายด้วย อย่างไรก็ตามภาวะเงิน
เฟ้อที่สูงขึ้นในระหว่างกลางปี 2551 ประกอบกับประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยลงทำให้การขึ้นอัตราค่า
โทรในช่วงครึ่งปีหลังเป็นไปได้ยาก
รายได้จากบริการด้านข้อมูล มีมูลค่า 11,061 ล้านบาท มีการเติบโตที่ดี โดยเพิ่มขึ้นถึง 28.2% เมื่อเทียบ
กับ 8,628 ล้านบาทในปี 2550 แม้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงในช่วงท้ายของปี 2551 เอไอเอสยังคง
มีการเติบโตของรายได้จากบริการด้านข้อมูลกว่า 20% ใน 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญในการเติบโต
ของรายได้ดังกล่าวมากจากการใช้บริการอินเตอร์เนทผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เติบโตถึง 75% จากปีก่อน
เนื่องจากความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านเทคโนโลยี EDGE ที่สูงขึ้นทำให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้นและมีปริมาณ
การใช้งานสูงขึ้น ประกอบกับรายได้จากบริการคอนเทนต์ดาวโหลดที่เพิ่มขึ้น 45% นอกจากนี้
ความหลากหลายของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและราคาเครื่องที่ลดลงยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เพิ่ม
การเติบโตของการใช้งานบริการข้อมูล โดยรายได้จากบริการ GPRS/EDGE คิดเป็นสัดส่วนในรายได้บริการ
ข้อมูลเท่ากับ 22% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 16% ในปี 2550 ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมากจากบริการ SMS
โดยคิดเป็น 27% ของรายได้จากบริการด้านข้อมูล ลดลงจากปีก่อนที่ 30% ทั้งนี้ในปี 2551 รายได้จาก
บริการด้านข้อมูลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 11% จากปีก่อนที่ 9%
ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (ล้านบาท) 2550 2551
รายรับค่า IC 16,530 16,213
รายจ่ายค่า IC 14,054 15,476
สุทธิ รับ / (จ่าย) 2,477 737
รายได้จากบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (IR) ในปี 2551 มีมูลค่า 3,696 ล้านบาท คงตัวจากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตามในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2551 นี้ เอไอเอสมีรายได้จาก IR เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับช่วง
เดียวกันของปีก่อน แต่เนื่องจากการปิดสนามบินนานถึง 10 วัน ส่งผลให้ให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ลดลงซึ่งเป็นปัจจัยหลักของรายได้ในส่วนโรมมิ่ง
รายได้อื่น เพิ่มขึ้นถึง 44.4% จากปี 2550 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของรายได้จากการโทรออก
ต่างประเทศผ่านรหัส 005 ที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 90% จากการเปิดให้บริการโทรออกต่างประเทศผ่านเกตเวย์
ของ AIN อย่างเต็มรูปแบบ
รายรับค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (IC revenue) ลดลง 1.9% จากปี 2550 โดย รายจ่ายค่า IC สูงขึ้น 10.1%
ส่งผลให้รายรับสุทธิ (net IC) ของปี 2551 ลดลงเหลือ 737 ล้านบาท จาก 2,477 ล้านบาท
ในปีก่อน ทั้งนี้การปรับอัตราค่าบริการโดยเฉพาะการโทรภายในและการโทรข้ามเครือข่ายเป็นปัจจัย
หลักที่ทำให้ทิศทางของค่า IC สุทธิ ปรับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น ในขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่น
เพิ่มราคาอัตราค่าโทรนอกเครือข่ายเพื่อควบคุมรายจ่ายค่า IC เอไอเอสใช้ข้อได้เปรียบจากสัดส่วนของฐาน
ลูกค้าที่ใหญ่กว่ามุ่งเน้นรายได้จากการโทรออกของลูกค้ามากกว่ารายได้จากการรับสายจากเครือข่ายอื่น
ควบคู่ไปกับการออกโปรโมชั่นภายในเครือข่าย
รายได้จากการขาย เท่ากับ 11,205 ล้านบาท ลดลง 17.9% จาก 13,644 ล้านบาท ในปี 2550 เนื่องจาก
ในปี 2551 มียอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดต่ำลงสาเหตุที่ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงมาจาก
เศรษฐกิจขาลงในช่วงครึ่งปีหลังทำให้ผู้บริโภคลดความต้องการซื้อลงและหันไปซื้อเครื่องที่มีราคาถูก
สะท้อนจากราคาเฉลี่ยที่ลดลงของเครื่องที่ขายได้ สำหรับยอดขายซิมการ์ดที่ลดลงในปี 2551 สืบเนื่องมาก
จากจำนวนลูกค้าใหม่ที่ลดลงโดยสิ้นปี 2551 มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเท่ากับ 3.4 ล้านเลขหมาย เทียบ
กับปีก่อน 4.6 ล้านเลขหมาย
ต้นทุนขาย รายได้จากการขายที่ลดลงส่งผลให้ ต้นทุนขายในปี 2551 ลดลง 16.6% จากปี 2550 โดยมี
อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายเท่ากับ 6 % ลดลงจาก 7.5% ในปีก่อน
ต้นทุนการให้บริการไม่รวม IC (ล้านบาท) 2550 2551 %เปลี่ยนแปลง
เทียบกับปี 2550
ค่าเสื่อมราคาโครงข่าย 16,686 17,898 7.3%
ต้นทุนโครงข่าย 2,312 2,513 8.7%
ค่าซ่อมบำรุงโครงข่าย 1,872 1,825 -2.5%
อื่นๆ 3,517 3,773 7.3%
24,387 26,008 6.6%
ต้นทุนการให้บริการไม่รวมค่า IC เท่ากับ 26,008 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.6% จาก 24,387 ล้านบาท ใน
ปี 2550 เนื่องด้วยระยะเวลาในการตัดค่าเสื่อมราคาสั้นลงตามอายุสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการ ทำให้ค่า
เสื่อมราคาโครงข่ายสูงขึ้น 7.3% จากปี 2550 ขณะที่ค่าซ่อมบำรุงโครงข่ายลดลง 2.5% โดยในปี 2551
จากโครงการพัฒนาประสิทธิภาพของการดำเนินงานภายในองค์กร ส่งผลให้ค่าซ่อมบำรุงโครงข่ายลดลง
แม้ว่าบริษัทฯ ได้ขยายโครงข่ายเพิ่มประมาณ 2,000 สถานีฐาน ส่วนต้นทุนการให้บริการอื่นเพิ่มขึ้น 7.3%
ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเปิดให้บริการโทรออกต่างประเทศผ่านเกตเวย์ของ AIN
%เปลี่ยนแปลง
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี (ล้านบาท) 2550 2551 เทียบกับปี 2550
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี 19,691 20,021 1.7%
%เทียบกับรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC 25.2% 24.0%
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี 2551 เพิ่มขึ้น 1.7% เป็น 20,021 ล้านบาท ในปี 2551 คิดเป็น 24% ของ
รายได้จากการบริการไม่รวม ค่า IC ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่ 25% สาเหตุจากสัดส่วนรายได้จากโพสต์เพดที่
ลดลง
%เปลี่ยนแปลง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (ล้านบาท) 2550 2551 เทียบกับปี2550
ค่าใช้จ่ายการตลาด 3,535 3,252 -8.0%
สำรองหนี้สูญ 1,347 530 -60.7%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 12,769 11,205 -12.2%
% ค่าใช้จ่ายการตลาดเมื่อเทียบกับรายได้ (ไม่รวม IC) 3.8% 3.4%
% ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญต่อรายได้โพสต์เพด 6.5% 2.7%
% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (ไม่รวม IC) 11.8% 10.1%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ลดลง 12.2% ส่วนใหญ่เนื่องจากหยุดการบันทึกค่าตัดจ่ายค่านิยม (ตาม
มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 43 เรื่องการรวมธุรกิจ) หากไม่รวมส่วนดังกล่าว บริษัทฯ จะมีค่าใช้จ่ายใน
การขายและบริหารลดลง 3.4% จากปีก่อน เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สูญต่ำลง 60.6% และค่าใช้จ่าย
ทางการตลาดลดลง 8% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 13.5% การตั้งสำรองหนี้สูญคิดเป็น 2.7%
ของรายได้โพสต์เพดในปี 2551 จาก 6.5% ในปี 2550 เนื่องจากบริษัทได้มี นโยบายที่เคร่งครัดในการ
คัดเลือกลูกค้ารายใหม่ที่จะเข้ามาใช้บริการโพสต์เพด ส่วนค่าใช้จ่ายการตลาดปี 2551 นี้เท่ากับ 3.4%
ของรายได้ทั้งหมดไม่รวม IC ลดลงเล็กน้อยจาก 3.8% ในปีก่อน ซึ่งน้อยกว่างบประมาณทางการตลาด
ที่ตั้งไว้ที่ 4% ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับบริษัทฯและพรีเพดแบรนด์
รายได้อื่น ในปี 2551 เท่ากับ 2,570 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปี 2550 ที่ 662 ล้านบาท แล้ว เพิ่มขึ้นถึง
288% ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากรายรับจากการระงับข้อพิพาทระหว่างดีพีซีและดีแทคเป็นจำนวน 1,739
ล้านบาท
%เปลี่ยนแปลง
EBITDA (ล้านบาท) 2550 2551 เทียบกับปี2550
กำไรจากการดำเนินงาน 24,930 27,548
ค่าเสื่อมราคาที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ 3,174 3,029
ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์โครงข่าย 14,413 15,815
ค่าความนิยมตัดจำหน่าย 1,167
ตัดจำหน่ายค่าความนิยม 15
EBITDA 43,684 46,406 6.2%
EBITDA margin 40.3% 41.9%
EBITDA ไม่รวม IC 41,668 45,722 9.7%
EBITDA margin ไม่รวม IC 45.3% 48.3%
อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA margin) ไม่รวมค่า IC ในปี 2551 เท่ากับ
48.3% สูงขึ้นจาก 45.3% ในปี 2550 เนื่องจากรายได้มีการเติบโตสูงขึ้นขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการตั้ง
สำรองหนี้สูญลดลง ประกอบกับการต้นทุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ หากรวมค่า IC แล้ว
EBITDA margin ในปีนี้จะเท่ากับ 41.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่ 40.3%
กำไรสุทธิ ในปี 2551 เท่ากับ 16,409 ล้านบาท คงตัวจาก 16,290 ล้านบาท ในปี 2550 เนื่องจากการตัด
การด้อยค่าความนิยมมูลค่า 3,553 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิก่อนหักรายการพิเศษ (Normalized net
profit) เท่ากับ 18,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 17,457 ล้านบาท ในปีก่อน 7.5% โดยผลประกอบการที่ดีขึ้น
นี้เป็นผลจากรายได้มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ฐานผู้ใช้บริการมีคุณภาพและมีจำนวนหนี้สูญที่ต่ำลง
รวมถึงมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
%เปลี่ยนแปลง
กำไร (ล้านบาท) หักภาษี การบันทึก 2550 2551 เทียบกับปี2550
กำไรสุทธิ 16,290 16,409 0.7%
บวก: ค่าความนิยมตัดจ่าย ไม่ได้ ค่าใช้ในการขายและบริหาร 1,167
การด้อยค่าของค่าความนิยมดีพีซี ไม่ได้ ขาดทุนจากการด้อยค่า - 3,553
ตัดจำหน่ายค่าความนิยม* ไม่ได้ ค่าใช้ในการขายและบริหาร - 15
หัก: รายรับจาก DPC หลังหักภาษี
ตามที่บันทึก ได้ รายได้อื่น - -1,217
กำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษ
(Normalized) 17,457 18,760 7.5%
* บันทึกลงใน ไตรมานที่ 1/2551จากการขายส่วนของหุ้นในบริกษัทย่อย เอดีซี
โครงสร้างงบดุล
% ต่อ % ต่อ
(ล้านบาท) 2550 สินทรัพย์รวม 2551 สินทรัพย์รวม
สินทรัพย์หมุนเวียน 20,586 16.0% 26,958 21.0%
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์-สุทธิ 8,561 6.6% 8,144 6.4%
สินทรัพย์ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ดำเนินการ-สุทธิ 78,527 60.9% 73,045 57.0%
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน-สุทธิ 10,593 8.2% 6,538 5.1%
สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 10,031 7.8% 10,075 7.9%
อื่นๆ 644 0.5% 3,321 2.6%
รวมสินทรัพย์ 128,942 100.0% 128,081 100.0%
สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2551 มีมูลค่า 128,081 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 128,942 ล้านบาท ในปี
2550 เนื่องจากสินทรัพย์ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ดำเนินการลดลง เกิดจากการลงทุนในเครือข่ายในปี
2551 การตัดค่าเสื่อมจากการลงทุนโครงข่ายมูลค่าน้อยกว่า เป็นผลจากระยะเวลาในการตัดค่าเสื่อมราคา
สั้นลงตามอายุสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการ ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนลดลงจากปีก่อน 38.3% เนื่องจาก
การด้อยค่าของค่าความนิยม 3,553 ล้านบาท ส่วนสินทรัพย์อื่นรวมมูลค่า 3,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก
644 ล้านบาท ในปี 2550 อันเป็นผลของนโยบายป้องกันความเสี่ยง (hedging policy) ปี 2551 การลดค่า
ของเงินบาททำให้บริษัทฯ บันทึกลูกหนี้จากการทำสัญญาแลกเปลี่ยน (swap/forward) เป็นมูลค่า 2,484
ล้านบาท จากในปี 2550 ที่เป็นการบันทึกเจ้าหนี้จากการทำสัญญาดังกล่าวเป็นมูลค่า 383 ล้านบาท
% ต่อ % ต่อ % ต่อ % ต่อ
สินทรัพย์ สินทรัพย์ สินทรัพย์ สินทรัพย์
(ล้านบาท) 2550 รวม 2551 รวม (ล้านบาท) 2550 รวม 2551 รวม
เงินสด 8,317 6.4% 16,301 12.7% เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบัน
เงินลงทุนระยะสั้น 123 0.1% 226 0.2% การเงิน 3,492 2.7% - -
ลูกหนี้การค้า 8,054 6.2% 5,790 4.5% เจ้าหนี้การค้า 4,218 3.3% 4,263 3.3%
สินค้าคงเหลือ 1,236 1.0% 1,593 1.2% ส่วนของหุ้นกู้ที่ถึงกำหนด
สินทรัพย์หมุนเวียน ชำระใน 1 ปี 1,545 1.2% 7,038 5.5%
อื่นๆ 2,855 2.2% 3,048 2.4% ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี
(ยังมีต่อ)