คำอธิบายงบการเงินไตรมาสที่ 1/2546
13 May 2003
Date : 13/05/2003 08:25
ADVANC : คำอธิบายงบการเงินไตรมาสที่ 1/2546
คำอธิบายการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
1. ภาพรวม
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบรวม 11,534,900 ราย
แบ่งเป็นผู้ใช้บริการในระบบดิจิตอล GSM 2,348,300 ราย (GSM Advance และ GSM1800) และระบบ One-2-Call!
9,186,600 ราย โดยมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิจาก ณ สิ้นปี 2545 จำนวน 872,400 ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 และ
เพิ่มขึ้นร้อยละ 75.9 จากผู้ใช้บริการ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2545 เนื่องด้วย การแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมได้ปรับลดลง
อีกทั้งความนิยมในการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายล่วงหน้า ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในไตรมาสที่ 1
บริษัทและบริษัทย่อย ได้ปรับราคา SIM เพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทและบริษัทย่อยได้เพิ่มขึ้นจาก
ร้อยละ 61 ณ สิ้นปี 2545 เป็นร้อยละ 62 ณ สิ้นไตรมาส 1 ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้รวม
ทั้งสิ้น 22,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 21,908 ล้านบาทในไตรมาสก่อน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ในขณะที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
จาก 3,767 ล้านบาท เป็น 4,607 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 22.3% และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2545
บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 และ ร้อยละ 43.6 ตามลำดับ ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าว
เป็นผลจากการฐานลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 15.3 ล้านเลขหมาย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 เมื่อเทียบ
จากไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการในไตรมาสนี้ มีรายการปรับปรุงและรายการที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินการปกติของ
บริษัทและบริษัทย่อยโดยมีรายการดังนี้
* บริษัทได้ตัดจำหน่ายอุปกรณ์และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมเครือข่ายจำนวน 170 ล้านบาท อันเกิดจากความล้าสมัย
ในเทคโนโลยีที่มีอายุของอุปกรณ์และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมมากกว่า 1 ปี โดยบันทึกเป็นต้นทุนค่าบริการและเช่าอุปกรณ์
(ซ่อมแซมและบำรุงรักษาอุปกรณ์)
* บริษัทย่อยได้ตัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 294 ล้านบาท อันเกิดจากความล้าสมัยในเทคโนโลยี
โดยบันทึกไว้ในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
* บริษัทได้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการตัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบคอมพิวเตอร์ IN (Intelligence Network Equipment)
จากเดิมระยะเวลา 5 ปี เป็น 3 ปี ตามประมาณการอายุการใช้งานที่คาดไว้ โดยผลดังกล่าวทำให้ค่าตัดจำหน่ายของอุปกรณ์
ดังกล่าวในเพิ่มขึ้นสำหรับปีก่อน 124 ล้านบาทอันเกิดจากปีก่อน และเพิ่มขึ้นสำหรับไตรมาส 1 ปีนี้ 125 ล้านบาท
2. วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน
2.1. งบการเงินรวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน มีนาคม 2546 เปรียบเทียบกับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน ธันวาคม 2545
รายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ 17,822ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 752 หรือร้อยละ 4.4 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน โดยเป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ
ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า (prepaid) รายได้ต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
เป็นผลมาจากการส่งเสริมการขายของบริษัทและบริษัทย่อยที่ให้กับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ลดลง
รายได้จากการขาย
บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 4,838 ล้านบาทในไตรมาสก่อน เป็น 4,850 ล้านบาท
ในไตรมาส 1 ปี 2546
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต
ในระหว่างไตรมาสที่ 1 ปี 2546 กระทรวงการคลังได้ประกาศให้ธุรกิจโทรคมนาคม ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
ในอัตราร้อยละ 10 ของรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (รวมภาษีท้องถิ่นอีกประมาณร้อยละ 1 รวมเป็นทั้งสิ้นร้อยละ 11)
โดยสามารถนำไปลดจากอัตราส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาสัมปทานที่กำหนดไว้ ทำให้ไม่เกิดผลให้มี
ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มของบริษัทและบริษัทย่อย
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีค่าส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต 4,272 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 141 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 เนื่องจากรายได้จากค่าบริการและการให้เช่าอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น
ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์
บริษัทและบริษัทย่อย มีต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 591 หรือร้อยละ 14.2 จาก 4,167 ล้านบาทในไตรมาสก่อน
เป็น 4,758 ล้านบาท อันมีสาเหตุหลักจาก
1. ค่าใช้จ่ายต้นทุนอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดจำหน่าย เพิ่มขึ้น 337 ล้านบาท จากการลงทุนขยายเครือข่าย
โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในไตรมาสที่ 1 ปี 2546
บริษัทได้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการตัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบคอมพิวเตอร์ IN (Intelligence Network Equipment)
จากเดิมระยะเวลา 5 ปี เป็น 3 ปี ตามประมาณการอายุการใช้งานที่คาดไว้ โดยผลดังกล่าวทำให้ค่าตัดจำหน่ายของอุปกรณ์
ดังกล่าวในไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้น 249 ล้านบาท
2. ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพิ่มขึ้น 321 ล้านบาท ส่วนใหญ่เนื่องจากการตัดจำหน่ายอุปกรณ์และ
อะไหล่เพื่อการซ่อมแซมเครือข่าย 170 ล้านบาท
ต้นทุนขาย
บริษัทมีต้นทุนขายลดลง 780 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.9 จากไตรมาสก่อน เป็น 3,580 ล้านบาท อันเป็นผลจาก
ราคาต้นทุนขายต่อหน่วยลดลง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร 3,042ล้านบาท ลดลง 202 ล้านบาท
หรือลดลงร้อยละ 7.1 ทั้งนี้เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ลดลง 346 ล้านบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่ลดลง
166 ล้านบาท จากที่มีการรับรู้โบนัสจ่ายในไตรมาสที่แล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทและบริษัทย่อย ได้มีการตั้งตัดจำหน่าย
อุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 294 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ปีนี้
ภาษีเงินได้
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีภาษีเงินได้ 1,837 ล้านบาท เป็นผลจาก บริษัทย่อยที่มีขาดทุนสะสมเริ่ม
มีกำไรในไตรมาสนี้ จึงทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีภาษีเงินได้ลดลงจากไตรมาสก่อน จำนวน 331 ล้านบาท หรือลดลง
ร้อยละ 15.3
กำไรสุทธิ
ดังจากที่กล่าวข้างต้น บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 4,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 840 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.3
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน
2.2. งบการเงินรวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน มีนาคม 2546 เปรียบเทียบกับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน มีนาคม 2545
รายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์
บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ 17,822ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 เพิ่มขึ้น
3,637 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.6 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการขยายฐานลูกค้า
โดยเฉพาะในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายล่วงหน้า (prepaid) และตลาดผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีการขยายตัว
อย่างมากในปีที่ผ่านมา
รายได้จากการขาย
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายลดลง 538ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 10 เนื่องจากในไตรมาสที่ 1 ปี 2545 อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังไม่มีการแข่งขันที่รุนแรงเกิดขึ้น เช่น
การปรับลดราคาค่าเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ การปลดล็อค IMEI (International Mobile Equipment Identity)
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต เพิ่มขึ้น 603 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 เนื่องจากรายได้จาก
ค่าบริการและการให้เช่าอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น
ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์
บริษัทและบริษัทย่อย มีต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 1,752 ล้านบาท หรือร้อยละ 58.2 จาก 3,006 ล้านบาท
ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเป็น 4,758 ล้านบาท อันมีสาเหตุหลักจาก
1. ค่าใช้จ่ายต้นทุนอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดจำหน่าย เพิ่มขึ้น จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 985ล้านบาท
เนื่องมาจาก บริษัทและบริษัทย่อยได้มีการลงทุนเพื่อขยายเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์
ที่มากขึ้น รวมถึงในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการตัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบคอมพิวเตอร์
IN (Intelligence Network Equipment) จากเดิม ระยะเวลา 5 ปี เป็น 3 ปี ตามประมาณการอายุการใช้งานที่คาดไว้
โดยผลดังกล่าวทำให้ค่าตัดจำหน่ายของอุปกรณ์ดังกล่าวในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 เพิ่มขึ้น 249 ล้านบาท
2. ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 219225 ล้านบาท ส่วนใหญ่เนื่องจากการตัดจำหน่ายอุปกรณ์
และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมเครือข่าย 170 ล้านบาท
ต้นทุนขาย
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทมีต้นทุนขายลดลง 217 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.7 จาก 3,797 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
เป็น 3,580ล้านบาท อันเป็นผลมาจากราคาต้นทุนขายต่อหน่วยลดลง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร 3,041 ล้านบาท ลดลง 125 ล้านบาท
หรือลดลงร้อยละ 3.9 ทั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจาก
1. เพิ่มขึ้นจากการตั้งสำรองรอตัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 294 ล้านบาท
2. สำรองหนี้สงสัยจะสูญที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ตั้งลดลงจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ประมาณ 377ล้านบาท
ภาษีเงินได้
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีภาษีเงินได้ 1,837 ล้านบาท ลดลง 494 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 21.2
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจาก บริษัทย่อยที่มีขาดทุนสะสมเริ่มมีกำไรในไตรมาสนี้
กำไรสุทธิ
จากที่กล่าวข้างต้น บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 4,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,399 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.6
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีก่อน
3. วิเคราะห์ฐานะทางการเงิน
3.1. การวิเคราะห์สินทรัพย์
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราว
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 7,470 ล้านบาทและเงินลงทุนชั่วคราว
559 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับ ณ สิ้นปี 2545 ที่มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 4,069 ล้านบาท และเงินลงทุนชั่วคราว
62 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากรายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์และรายได้จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น
ทำให้กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับจากการดำเนินงานมากกว่ากระแสเงินสดสุทธิที่ใช้ไปเพื่อการลงทุนและในกิจกรรมจัดหาเงิน
ลูกหนี้การค้าสุทธิ
บริษัทและบริษัทย่อย มีลูกหนี้การค้าสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ลดลงจาก 7,239 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 เป็น 6,325 ล้านบาท
ซึ่งเป็นผลจากสัดส่วนของผู้ใช้บริการแบบ prepaid มากขึ้น และระยะเวลาในการจัดเก็บหนี้ดีขึ้นจากปีก่อน โดยอยู่ที่ระดับ 30วัน
จาก 33วัน ณ สิ้นปีก่อน
สินค้าคงเหลือสุทธิ
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินค้าคงเหลือสุทธิ 2,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 293 ล้านบาทจากสิ้นปีก่อน การเพิ่มขึ้น
ของสินค้าคงเหลือสุทธิดังกล่าวเป็นการรองรับจำนวนยอดขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิ
ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิลดลงจาก 9,748 ล้านบาท ณ สิ้นปีก่อน
เป็น 9,437 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยได้ปรับประมาณการอายุการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ IN (Intelligence Network)
จากเดิมระยะเวลา 5 ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี จึงทำให้มูลค่าที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิลดลงจากปีก่อน
สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ
สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ เพิ่มขึ้นจาก 79,795 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 เป็น 80,927 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546
เนื่องจากการลงทุนในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับฐานลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ขยายมากขึ้น
3.2. การวิเคราะห์หนี้สิน
เจ้าหนี้การค้า
บริษัทและบริษัทย่อย มีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้นจาก 7,649 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 เป็น 9,106 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546
หรือ เพิ่มขึ้น 1,457 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากเจ้าหนี้ค่าเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น
หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทได้ชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว 5,500 ล้านบาทและ 903 ล้านบาทตามลำดับ
รวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 6,403 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว
รวมทั้งสิ้น 45,338 ล้านบาท โดยบันทึกไว้ในส่วนของหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี เป็นจำนวน 2,972 ล้านบาท
และ 1,311 ล้านบาทตามลำดับ
หนี้สินหมุนเวียนอื่น
บริษัทและบริษัทย่อย มีหนี้สินหมุนเวียนอื่น จำนวน 9,683 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 7,969 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545
โดยรายการที่เพิ่มขึ้นหลักมาจาก ภาษีเงินได้ค้างจ่ายเพิ่มขึ้น 1,534 ล้านบาท และรายได้รับล่วงหน้าจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า (prepaid) เพิ่มขึ้น 307ล้านบาท
3.3. การวิเคราะห์ส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น 55,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 51,241ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545
โดยมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น 4,607 ล้านบาท และในระหว่างไตรมาส 1 ปี 2546 บริษัททำการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทคืนจำนวน 0.38 ล้านหุ้น
ในราคาถัวเฉลี่ย 33.08 บาทต่อหุ้น ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2546 มีจำนวนหุ้นสามัญซื้อคืนทั้งสิ้น 2.54 ล้านหุ้น ในราคาถัวเฉลี่ยสะสม 32.73 บาทต่อหุ้น
3.4. การวิเคราะห์สภาพคล่อง
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย ยังคงมีรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์และรายได้จากการขาย
โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกัน
ของปีก่อนจาก 9,057 ล้านบาทเป็น 14,324 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดจ่ายสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน 6,415ล้านบาท
และมีเงินลงทุนจ่ายสุทธิ 4,509 ล้านบาท ทำให้บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ 3,399 ล้านบาท