เอไอเอสให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้าทุกกลุ่มพร้อมกับการพัฒนาองค์กรสู่ Cognitive Tech-Co เพื่อเติบโตร่วมกับทุกภาคส่วนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจ แบบแบ่งปัน และเป้าหมายในการสร้างอนาคตประเทศไทยที่ยั่งยืน
เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ความท้าทายทางเศรษฐกิจเพิ่มความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล เอไอเอสเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน

เราทุกคนต่างทราบกันดีว่าเศรษฐกิจและสังคมโลกในช่วงระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงระยะเวลาที่มีความท้าทายมากที่สุดช่วงหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจการเงิน การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค นอกจากนั้น ความท้าทายและความผันผวนต่าง ๆ ยังมีแนวโน้มที่ทวีความรุนแรงและสามารถคาดเดาได้ยากมากยิ่งขึ้น

จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เทคโนโลยีและดิจิทัลก้าวเข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อวิถีชีวิตทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นนับจากนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาผสมผสานกับกระบวนการการทำงานในเชิงธุรกิจ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญยิ่งในการทำให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน ยกระดับความแม่นยำ รวดเร็ว ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้แม้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก

ในปีที่ผ่านมา เอไอเอสในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Cognitive Tech-Co) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้านเพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพเหนือระดับให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม เราส่งมอบกำไรสุทธิ 29,086 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 12 พร้อมจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นเป็นจำนวน 25,608 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88 ของกำไรสุทธิในปี 2566 ทั้งนี้เอไอเอสได้บริหารงานภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจ เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Ecosystem Economy) โดยมีความตั้งใจในการสร้างการเติบโตร่วมกันของเอไอเอสกับพันธมิตรทางธุรกิจ และนำไปสู่อนาคตของประเทศไทยที่ยั่งยืน ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ รองรับการขยายตัวด้านดิจิทัลของสังคมไทย เป็นระยะเวลากว่า 34 ปีที่เอไอเอสมีบทบาทสำคัญของต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้แก่ประเทศไทยเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล ก่อให้เกิดการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ในปี 2566 ที่ผ่านมาด้วยงบลงทุนกว่า 41,000 ล้านบาท เอไอเอสได้เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้แก่สังคมไทย ในด้านต่าง ๆ อาทิ

ขยายโครงข่ายอัจฉริยะ 5G
โดยมีความครอบคลุมใกล้เคียง 90% ของประชากรไทย ณ สิ้นปี 2566 รองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของผู้ใช้งาน 5G ซึ่งเติบโตขึ้นเป็น 9.2 ล้านเลขหมาย และพร้อมสำหรับการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมผ่านการลงทุน Private Network และ 5G Ecosystem เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเชิงธุรกิจ
สร้างความร่วมมือกับ NT
ในการลงทุนสร้างโครงข่าย 5G บนคลื่น 700 MHz ตามสัญญาดำเนินการ โดย เอไอเอสมีกำหนดการส่งมอบสถานีฐานจำนวน 13,500 สถานีฐานทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้ NT เช่าใช้สำหรับให้บริการบนคลื่น 700MHz เป็นระยะเวลา 13 ปี ความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามหลักการ Infrastructure Sharing ในการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกันและส่งเสริมการใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย
Communication platform as a service
แพลตฟอร์มการสื่อสารที่เชื่อมการสื่อสารหลากหลายช่องทางเข้ากับแอปพลิเคชันของตนเองได้ในแพลตฟอร์มเดียว ทั้ง เสียง ข้อความ วิดิโอ ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความคล่องตัวและยืดหยุ่นในการติดต่อสื่อสาร

อีกหนึ่งความสำเร็จในปีที่ผ่านมาคือการเข้าซื้อ บริษัท ทริปเปิลทรี บรอดแบรนด์ จำกัด (มหาชน) และหน่วยลงทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตจัสมิน (JASIF) ในสัดส่วนร้อยละ 19 ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเอไอเอสในด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่ 923 อำเภอทั่วประเทศ และเข้าถึงครัวเรือนไทยกว่า 13.3 ล้านครัวเรือน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชากรไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง บริการดิจิทัล รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากเอไอเอสได้มากยิ่งขึ้น

สร้างความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ส่งมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า เอไอเอสให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้สินค้าและบริการของเอไอเอสมีความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น สร้างจุดแข็งด้านการแข่งขันให้แก่เอไอเอส ทั้งในเชิงการสรรหาผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม และการสร้างความร่วมมือด้วยการให้บริการเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันแก่ลูกค้า เพื่อเสริมสร้างกระบวนการปรับตัวสู่ดิจิทัลให้แก่ลูกค้า เป็นการสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างเอไอเอสและภาคธุรกิจ

และเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ผู้ใช้งานจะได้รับเมื่อเข้ามาใช้งานสินค้าและบริการของเอไอเอส จากการให้บริการของเอไอเอสซึ่งครอบคลุมฐานผู้ใช้บริการกว่า 45 ล้านราย เอไอเอสให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและรักษาความผูกพันระหว่างลูกค้าทุกรายผ่านระบบสิทธิประโยชน์ที่แข็งแกร่ง โดยในปีที่ผ่านมาเอไอเอสได้เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือทางด้านสิทธิประโยชน์ (Privilege and Point Ecosystem) ระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ ให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น อาทิ การขยายช่องทางการแลกใช้คะแนนสะสมผ่านร้านค้าชั้นนำ 30,000 ร้านค้า และร้านค้ารายย่อยผ่านโครงการร้านค้าถุงเงินที่มีอยู่กว่า 500,000 ร้านค้าทั่วประเทศ และยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มคะแนนสะสม (Point Platform) เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนและสะสมคะแนนจากกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจให้สามารถแลกเป็น เอไอเอส พอยต์ ได้ง่ายมากขึ้น ทำให้ลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวสามารถเข้าสู่ระบบนิเวศสิทธิประโยชน์ของเอไอเอส ได้อย่างยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดให้แก่ทั้งลูกค้าของเอไอเอสและลูกค้าของพันธมิตรทางธุรกิจ

ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ มุ่งสู่การสร้างอนาคตประเทศไทยที่ยั่งยืน เอไอเอสตระหนักถึงความสำคัญในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะจากปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยได้นำแนวคิด โครงข่ายสีเขียว (Green Network) เข้ามาปรับใช้ในการดำเนินงานด้านโครงข่ายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงาน และการส่งเสริมกระบวนการทำงานดิจิทัล ตลอดระยะเวลาดำเนินการที่ผ่านมาเอไอเอสประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับ 162,878 ตันคาร์บอนไดร์ออกไซด์/ปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 17 ล้านต้น และเอไอเอสยังได้พัฒนาความร่วมมือกับ กัลฟ์ สำหรับการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนสถานีฐานจำนวนทั้งสิ้น 4,500 แห่ง เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติในอนาคต

นอกจากนั้นด้วยบทบาทผู้นำการให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย เอไอเอสยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลให้แก่ประชากรไทย โดยครอบคลุมเครื่องมือทั้งการประเมินและวัดผลผ่านดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย (Thailand Cyber Wellness Index) ที่เอไอเอสได้พัฒนาร่วมกับหน่วยงานชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับเป็นเครื่องมือชี้วัดทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมทั้งแพลตฟอร์มและคอร์สการเรียนรู้ออนไลน์ภายใต้ชื่อ Academy for Thais ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างทักษะดิจิทัลที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเอไอเอสเชื่อว่าการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลให้แก่สังคมไทยและการใช้ดิจิทัลอย่างปลอดภัยจะทำให้ดิจิทัลเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

เอไอเอสเชื่อว่าด้วยการดำเนินธุรกิจด้วยหลักการเศรษฐกิจแบบแบ่งปันดังกล่าวพร้อมกับการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จะเป็นกลไกสำคัญที่จะสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งให้แก่เอไอเอส สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และสร้างอนาคตไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน

ด้วยความนับถือ

กานต์ ตระกูลฮุน

ประธานกรรมการบริษัท

สมชัย เลิศสุทธิวงค์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร