คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร

19 กุมภาพันธ์ 2551
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร สรุปผลการดำเนินงาน ณ สิ้นปี 2550 เอไอเอสมีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 24.1 ล้านราย คิดเป็นอัตราการเติบโต 23% หรือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 4.6 ล้านราย รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (ARPU) ลดลงต่อเนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการที่มี หลายเลขหมายเพิ่มขึ้นและลูกค้าใหม่มีรายได้เฉลี่ยต่อเลยหมายที่ลดลง ARPU ในไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 และส่งสัญญาณว่าการลดลง ของ ARPU เริ่มชะลอตัว จำนวนผู้ใช้บริการ ณ สิ้นปี 2551 มีจำนวนทั้งสิ้น 24.1 ล้านเลขหมาย คิดเป็นอัตราการเติบโต 23% จากปีก่อน โดยมีจำนวน ลูกค้าโพสต์เพดรวม 2.3 ล้านราย และลูกค้าพรีเพด 21.8 ล้านราย จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ในปี 2550 ทั้งสิ้นจำนวน 4.6 ล้านเลขหมาย เป็นผลจากการขยายตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาส่วนแบ่ง การตลาด ทั้งในกลุ่มฐานผู้ใช้บริการปัจจุบันที่เลือกจะมีซิมหมายเลขที่สองมากขึ้น และลูกค้าใหม่ใน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังมีสัดส่วนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อประชากรในระดับต่ำ ลูกค้าโพสต์เพด ในช่วงครึ่งปีแรกมีการแข่งขันของตลาดโพสต์เพดค่อนข้างรุนแรงจากการแจกซิมควบคู่ไปกับโปรโมชั่นราคา ถูก ทำให้จำนวนลูกค้าระบบโพสต์เพดของเอไอเอสโตขึ้นถึง 18% ในครึ่งปีแรก แต่ขณะเดียวกันปัญหาที่ ตามมาคือบริษัทต้องมีการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาใหม่ไม่ได้มีคุณภาพ หรือศักยภาพในการชำระเงินสูงเท่ากับลูกค้าเดิมในระบบ ในไตรมาสที่ 3 เอไอเอสจึงได้พยายาม ปรับเปลี่ยนวิธีการหาลูกค้าให้มีคุณภาพมากขึ้นและมีการใช้นโยบายการตรวจสอบการค้างชำระค่าบริการ ที่รัดกุมมากขึ้นกับกลุ่มลูกค้าใหม่ ช่วยให้บริษัทสามารถตัดฐานลูกค้าที่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพออกจากระบบ ส่งผลให้ในครึ่งปีหลัง มีอัตราการเปลี่ยนผู้ให้บริการของลูกค้าโพสต์เพด (churn rate) สูงขึ้น ทำให้ฐาน ลูกค้ามีจำนวนลดลง และการตั้งสำรองหนี้สูญลดลงตามไปด้วย ลูกค้าพรีเพด ตลาดสำหรับลูกค้าพรีเพดยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมากโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีอัตราผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อประชากรเพียงร้อยละ 30-40 ในขณะที่เขตกรุงเทพ และจังหวัดใหญ่ๆ มีตัวเลขสูงถึงร้อยละ 80-100 เอไอเอสตั้งเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปในกลุ่มลูกค้า วัยรุ่นและวัยก่อนวัยรุ่นซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสำคัญก่อให้เกิดการเติบโตของรายได้ รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (ARPU) ไม่รวมค่า IC ลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2550 จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการที่มีหลายหมายเลข รวมถึงลูกค้าจาก ตลาดใหม่ๆ ในต่างจังหวัดมีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายไตรมาสนั้น ARPU ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นจากในไตรมาส 3 เนื่องจากผลกระทบตามฤดูกาลตามปกติ ในขณะการใช้งานจำนวนนาทีต่อเลขหมาย (MOU) เพิ่มขึ้นจาก การใช้งานนอกช่วงเวลาเร่งด่วนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการใช้งานในช่วงเวลา ดังกล่าว เหตุการณ์สำคัญ การบันทึกค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Interconnection-IC) ในปี 2550 ตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่าย โทรคมนาคม พ.ศ. 2549 บริษัทได้ทำสัญญาการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็ค เซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 และบริษัท ทรู มูฟ จำกัด ณ วันที่ 16 มกราคม 2550 ซึ่งสัญญาดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากกทช. อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้เรียกเก็บค่า เชื่อมโครงข่ายโทรคมนาคมจากคู่สัญญาทั้งสอง และในระหว่างไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัท ไม่ได้บันทึกรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมในงบการเงิน เนื่องจากบริษัทยังอยู่ใน กระบวนการพิจารณาร่วมกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ทีโอที) ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทาน ต่อมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ทีโอทีได้ยื่นคำฟ้องกทช. ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอเพิกถอนประกาศ ฯ ดังกล่าว และได้แจ้งให้บริษัททราบว่าและหากบริษัทดำเนินการตามประกาศกทช. ก่อนศาลปกครองมีคำ พิพากษาถึงที่สุด ทีโอทีจะไม่รับรู้ และบริษัทจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในดำเนินการดังกล่าว บริษัทมีความเห็นว่า การไม่ปฏิบัติตามสัญญาการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมข้างต้น อาจถือได้ว่าเป็น การขัดต่อประกาศกทช.ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่าย บริษัทจึงได้ตัดสินใจบันทึกรายการที่เกี่ยวข้อง กับค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมตามสัญญาที่ได้ทำไว้ข้างต้นไว้ในงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2550 โดยบันทึกรายได้จากค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเป็นจำนวน 16,530 ล้านบาท และต้นทุนค่า เชื่อมต่อโครงข่ายเป็นจำนวน 14,054 ล้านบาท และบันทึกค่าผลประโยชน์ตอบแทนรายปีโดยคำนวณจาก รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2550 สรุปผลประกอบการเชิงการเงินประจำปี บันทึกรายรับสุทธิจากค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Interconnection-IC) จำนวน 2,477 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการสำหรับปี 2550 เพิ่มขึ้น 2.9% เป็น 78,280 ล้านบาท การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มดีขึ้นจากราคาค่าบริการที่ลดลงอย่างแรงในปี 2548-49 การตั้งสำรองหนี้สูญลดลงอย่างมากในไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 4-5% ในปี 2551 กำไรสุทธิในไตรมาส 4 โตขึ้น 16.7% จากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมค่า IC) ในปี 2550 เพิ่มขึ้น 2.9% เป็น 78,280 ล้านบาท จาก 76,053 ล้านบาทในปี 2549 เนื่องจากการเติบโตของ รายได้พรีเพด 1.7% จากปีก่อน โดยมีฐานลูกค้าพรีเพดที่มากขึ้นและมีคุณภาพดี รวมถึงราคาค่าบริการที่ ให้กับลูกค้าใหม่ในระบบพรีเพดมีราคาเฉลี่ยสูงขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตของรายได้ยังมาจากการให้บริการ โทรออกต่างประเทศซึ่งเติบโตถึง 72% จากปีก่อน โดยเป็นบริการใหม่ที่บริษัทในเครือในชื่อ เอไอเอ็น โก ลบอลคอม เป็นผู้ให้บริการผ่านรหัสโทรออกต่างประเทศ 005 ราคาค่าบริการ ในปีที่ผ่านมาอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นจากในช่วงปี 2548-49 โดยในช่วงต้นปี ผู้ให้บริการต่างเพิ่มราคาค่าบริการ โปรโมชั่นในส่วนที่คิดกับลูกค้าที่จดทะเบียนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่การเพิ่มค่าบริการที่คิดในนาทีแรก และนาทีที่สอง รวมถึงการจำกัดระยะเวลาในการโทรแต่ละครั้งเพื่อไม่ให้เกิดการใช้งานที่ยาวเกินความ จำเป็นดังเช่นสถานการณ์ในปี 2548-49 อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยต่อนาทีในปี 2550 ยังคงมีแนวโน้ม ลดลงเนื่องจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในช่วงนอกเวลาเร่งด่วน ซึ่งตามปกติเป็นช่วงเวลาที่เครือข่ายมีการใช้ งานค่อนข้างต่ำ การทำตลาดด้วยโปรโมชั่นการโทรช่วงนอกเวลาเร่งด่วนจึงช่วยให้เครือข่ายมีการใช้งานที่มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นและช่วยเพิ่มรายได้จากช่วงเวลาดังกล่าว รายได้และรายจ่ายค่า IC สำหรับปี 2550 ได้บันทึกรายได้ค่า IC จำนวน 16,530 ล้านบาท โดยคำนวณจากรายรับที่ผู้ให้บริการราย อื่นต้องชำระให้แก่เอไอเอสจากจำนวนนาทีที่ส่งเข้าโครงข่ายของเอไอเอส (Revenue from incoming minutes) และบันทึกรายจ่ายค่า IC จำนวน 14,054 ล้านบาท โดยคำนวณจากรายจ่ายที่เอไอเอสต้องชำระ ให้แก่ผู้ให้บริการรายอื่นจากจำนวนนาทีที่เอไอเอสส่งออกไปยังผู้ให้บริการรายอื่น (Expense for outgoing minutes) ส่งผลให้เอไอเอสมีรายรับสุทธิจากค่า IC ทั้งสิ้น 2,477 ล้านบาทก่อนหักส่วนแบ่งรายได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามสัญญาเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างเอไอเอสกับดีแทค และเอไอเอสกับทรูมูฟ ซึ่งเริ่มต้นการ คำนวณ ค่า IC ในเดือนกุมภาพันธ์และเมษายน 2550 ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 เอไอเอสมี สัดส่วนการโทรออก (% outgoing to total minutes) เท่ากับ 48% ของจำนวนนาทีทั้งหมด และจากจำนวน นาทีโทรออกนี้คิดเป็นการโทรภายในเครือข่าย 70% (% on-net to total outgoing minutes) รายได้บริการด้านข้อมูล เพิ่มขึ้น 16.9% จากปีก่อนเป็น 8,628 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% จากรายได้การให้บริการที่ไม่รวม รายรับ IC ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปีก่อนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 9.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 7,382 ล้านบาทในปี 2549 บริการที่มีการเติบโตสูงได้แก่ การดาว์นโหลดและใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ และบริการ MMS ซึ่ง เพิ่มขึ้น 42% จากปีที่แล้ว เป็นผลจากการที่เอไอเอสได้พัฒนาเครือข่ายให้รองรับเทคโนโลยี EDGE ซึ่งเพิ่ม ความสามารถในการรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม บริการข้อความแบบสั้น หรือ SMS ยังคงเป็น บริการหลักที่ก่อให้เกิดรายได้ในกลุ่มบริการด้านข้อมูล โดยในปี 2550 รายได้จาก SMS คิดเป็นสัดส่วน 4.6% ของรายได้จากการให้บริการรวม และมีอัตราการเติบโต 9.4% จากปีก่อน รายได้จากการขาย ลดลง 11.3% เป็น 13,644 ล้านบาท จาก 15,375 ล้านบาทในปีก่อน จากรายได้การขายเครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงแม้ว่าจะมีจำนวนเครื่องที่จำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 9.4% เนื่องจากรุ่นโทรศัพท์ที่ขายได้ เป็นรุ่นที่มีราคาถูกลง อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายเครื่องโทรศัพท์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.3% จาก 4.0% ใน ปี 2549 การจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรค่อนข้างต่ำจึงมีผลกระทบน้อย ต่อกำไรสุทธิของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทได้มีการเปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่แบรนด์ของบริษัทเองในชื่อ โฟนวัน ใน ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีผลต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนการให้บริการ จำนวน 38,441 ล้านบาทในปี 2550 เพิ่มขึ้น 66% จาก 23,139 ล้านบาท ในปี 2549 เนื่องจากการบันทึก รายจ่ายค่า IC จำนวน 14,054 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่รวมผลกระทบจากการบันทึกค่า IC ต้นทุนการ ให้บริการ เพิ่มขึ้น 5.4% จากปี 2549 เนื่องจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น และค่าเสื่อมราคาโครงข่ายที่เพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อน เนื่องจากบริษัทได้มีการลงทุนเครือข่ายจำนวนมากในช่วงปลายปี 2549 รวมถึงระยะเวลา ในการตัดค่าเสื่อมราคาที่ลดลงตามระยะเวลาที่เหลือของสัญญาร่วมการงาน ต้นทุนค่าผลประโยชน์ตอบแทนรายปี ในปี 2550 มีจำนวน 19,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จาก 18,754 ล้านบาท ในปี 2549 โดยในปี 2550 ต้นทุนนี้ได้รวมการบันทึกส่วนแบ่งรายได้ที่คำนวณจากรายได้สุทธิค่า IC (รายได้ค่า IC หักต้นทุนค่า IC) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพิ่มขึ้น 11.8% เป็น 12,767 ล้านบาทในปี 2550 จาก 11,421 ล้านบาทในปี 2549 เนื่องจากมีการตั้ง สำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นคิดเป็น 6.5% ของรายได้โพสต์เพด เปรียบเทียบกับในช่วงปี 2548-49 ที่เคยมีระดับ การตั้งสำรองอยู่ต่ำกว่า 2% เป็นการเพิ่มขึ้นสูงจากการดำเนินนโยบายการขยายตลาดโพสต์เพดอย่าง รวดเร็วในช่วงต้นปี 2550 เพื่อรักษาสถานะการเป็นผู้นำในตลาดโพสต์เพด อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 บริษัทได้ปรับวิธีการตรวจสอบการค้างชำระค่าบริการที่รัดกุมมากขึ้นกับกลุ่มลูกค้าใหม่ ช่วยให้ต้นทุนการ ตั้งสำรองลดต่ำลงเหลือ 4.1% ในไตรมาส 4 และบริษัทคาดว่าในปี 2551 การตั้งสำรองจะอยู่ในระดับ 4- 5% ของรายได้โพสต์เพด ส่วนค่าใช้จ่ายทางการตลาดในปี 2550 คิดเป็น 3.8% ของรายได้รวม ซึ่งเป็น สัดส่วนที่ค่อนข้างคงที่เมื่อเปรียบเทียบกับในปี 2549 รายได้อื่น ในปี 2550 ลดลงเป็น 662 ล้านบาท จาก 1,015 ล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงตาม ปริมาณเงินสดที่ถืออยู่น้อยลง และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดที่ต่ำลง อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA margin) คิดเป็น 40.3% ของรายได้รวมในปี 2550 ลดลงจาก 46.2% ในปี 2549 เนื่องจากการบันทึกค่า IC ในกรณี ที่ไม่รวมผลกระทบจากการบันทึกค่า IC นั้น EBITDA margin คิดเป็น 45.3% ของรายได้รวมในปี 2550 ลดลงจาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญสูงขึ้น กำไรสุทธิ สำหรับปี 2550 เท่ากับ 16,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จาก 16,256 ล้านบาทในปี 2549 ในกรณีที่ไม่รวม ผลกระทบจากการบันทึกค่า IC นั้น กำไรสุทธิเท่ากับ 14,879 ล้านบาท ลดลง 8.5% จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม สูงขึ้น ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และดอกเบี้ยจ่าย ในไตรมาส 4 กำไรสุทธิ (ไม่ รวมผลกระทบจากการบันทึกรายรับค่า IC) เติบโต 16.7% เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน และ เติบโต 5.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว จากการที่เอไอเอสสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ค่อนข้างทรงตัว ตั้งแต่ไตรมาส 3/2549 โครงสร้างงบดุล สภาพคล่อง อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current ratio) ลดลงเป็น 73% ในปี 2550 จาก 74% ในปี 2549 เนื่องจากเงินสดที่ ลดลง และสินค้าคงคลังในส่วนของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง โครงสร้างเงินทุน ยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างหนี้ในระดับต่ำ ซึ่งสนับสนุนให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ใน ระดับสูง ในปี 2550 อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุนลดลงเป็น 71% จาก 73% ในปี 2549 เนื่องจากบริษัทมีการ จ่ายชำระคืนหุ้นกู้บางส่วน ส่วนของผู้ถือหุ้นในปี 2550 เท่ากับ 75,461 ล้านบาท ลดลง 2.8% จาก 77,599 ล้านบาท ในปี 2549 จากการที่บริษัทจ่ายเงินปันผลมากกว่า 100% ของกำไรสุทธิ ในปีที่ผ่านมาเอไอเอส ยังคงจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในระดับสูงเนื่องจากบริษัทมีผลประกอบการที่มีกำไรและมีโครงสร้าง เงินทุนที่แข็งแกร่ง โดยเงินปันผลที่มีการจ่ายไปแล้วในปี 2550 เท่ากับ 18,658 ล้านบาท คิดเป็นเงินปันผล ต่อหุ้นเท่ากับ 6.30 บาท ทั้งนี้ กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร ณ สิ้นปี มีจำนวนเท่ากับ 49,999 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างเงินทุนกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่นๆในภูมิภาค เอไอเอสมีโครงสร้าง เงินทุนที่เข้มแข็งด้วยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับในอันดับเครดิตเดียวกัน เงินกู้สุทธิต่อส่วนทุน ในปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 29% จาก 26% ในปี 2549 จากเงินสดที่ลดลง หุ้นกู้และเงินกู้ยืม ณ สิ้นปี 2550 เอไอเอสมียอดหุ้นกู้และเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 30,349 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 33,149 ล้าน บาทในปี 2549 โดยสัดส่วนเงินกู้ที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวคิดเป็น 14% ของยอดเงินกู้ยืมทั้งหมด ส่วนที่ เหลือเป็นเงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ หรือได้มีการทำสัญญาแลกเปลี่ยน (interest swap contract) เพื่อ ลดความเสี่ยงในด้านอัตราดอกเบี้ยแล้ว ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยคิดเป็น 5.31% ต่อปี ณ สิ้น ณ สิ้น งวด งวด อัตรา ยอดที่ต้องจ่ายชำระคืน(1) หน่วย: ล้านบาท 2549 2550 ดอกเบี้ย 2551 2552 2553 2554 2555 2556 เงินกู้ระยะสั้น 1,000 3,492 3.98% 3,500 - - - - - เงินกู้ระยะยาว (2) 9,485 10,681 5.07% 28 57 57 9,542 57 57 หุ้นกู้ระยะยาว 22,602 16,111 5.74% 1,500 6,627 - 4,000 - 4,000 สัญญาเช่าทาง การเงิน 62 64 9.23% 22.6 16.2 12.4 8.6 4.4 - รวมเงินกู้ยืมทั้งสิ้น 33,149 30,349 5.31% 5,028 6,684 57 13,542 57 4,057 (1) รวมต้นทุนในการออกหุ้นกู้; (2) รวมสัญญาแลกเปลี่ยน swap กระแสเงินสด บริษัทมีสถานะกระแสเงินสดที่ดีเพียงพอต่อการลงทุนขยายเครือข่ายพร้อมกับการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือ หุ้น ในปี 2550 บริษัทมีแหล่งที่มาของเงินทุนหลักๆ จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักดอกเบี้ย และภาษีแล้ว เป็นจำนวน 36,235 ล้านบาท และได้มีการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมระหว่างปีเป็นจำนวนทั้งสิ้น 8,501 ล้านบาท โดยบริษัทได้ใช้เงินทุนเหล่านี้ไปในการลงทุนเครือข่ายรวมจำนวน 17,105 ล้านบาท และ ชำระคืนเงินกู้จำนวน 11,523 ล้านบาท รวมถึงจ่ายเงินปันผลจำนวน 18,658 ล้านบาท สุทธิแล้วบริษัทมี เงินสดลดลงเป็นจำนวน 4,254 ล้านบาท แหล่งที่มาและการใช้ไปของเงินทุน: ปี 2550 แหล่งที่มาของเงินทุน ล้านบาท การใช้ไปของเงินทุน ล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหัก 36,235 การลงทุนในเครือข่ายและสินทรัพย์ถาวร 17,105 ดอกเบี้ยและภาษี เงินรับจากหุ้นทุนและส่วนเกินทุน 278 การลงทุนระยะสั้น 98 เงินรับจากการขายสินทรัพย์ 27 ชำระคืนเงินกู้ระยะยาวและสัญญาเช่าทาง 6,523 การเงิน เงินกู้ยืมระยะสั้น 7,368 ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น 5,000 เงินกู้ยืมระยะยาว 1,133 เงินปันผลจ่าย 18,658 เงินสดลดลง 4,254 ส่วนเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน 1,910 รวม 49,294 รวม 49,294 มุมมองของผู้บริหารต่อแนวโน้มและกลยุทธ์ปี 2551 ประมาณการการเติบโต 8-10 ล้านเลขหมาย ของผู้ใช้บริการโดยรวมทั้ง อุตสาหกรรม ส่วนแบ่งตลาด ส่วนแบ่งตลาดเชิงรายได้ 50% รายได้จากการให้บริการ อัตราการเติบโตของรายได้การบริการประมาณ 5-7% ไม่รวมรายรับค่า IC ค่าใช้จ่ายทางการตลาด 4% ของรายได้รวม ค่าเสื่อมราคาเครือข่าย คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10-12% ในปี 2551 (ค่าเสื่อมราคาโครงข่าย หมายถึง ค่าเสื่อมที่บันทึกภายใต้ต้นทุนการให้บริการเท่านั้น ไม่รวม ค่าเสื่อมสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายและบริหาร หรือ ค่านิยม หรือ ค่าเสื่อมสิทธิตามสัญญาร่วมการงาน) อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย 45-46% ไม่รวมรายรับค่า IC ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA margin) เงินลงทุนในเครือข่าย 16,000-17,000 ล้านบาทสำหรับปี 2551 (ไม่รวมงบลงทุนใน 3G) รายรับค่า IC สุทธิ 1 พันล้านบาท ในปี 2551 เอไอเอสคาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของอุตสาหกรรมโดยรวมจะเติบโตประมาณ 15-20% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นประมาณ 8-10 ล้านราย โดยสัดส่วนผู้ใช้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยนับตามจำนวนซิมการ์ดจะมีปริมาณใกล้เคียง 95% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่สัดส่วนจำนวนผู้ใช้บริการที่แท้จริงน่าจะต่ำกว่าประมาณ 25-30% เนื่องจากคาดว่าจะยังคงมี ผู้ใช้บริการจำนวนมากที่นิยมมีหลายหมายเลข ราคาค่าบริการคาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น เล็กน้อยซึ่งจะเป็นไปตามที่ผู้ให้บริการแต่ละรายมีความต้องการคิดราคาค่าบริการให้เหมาะสมและสะท้อน ต้นทุนค่าเชื่อมโยงโครงข่าย รวมถึงแนวโน้มการตั้งราคาเพื่อให้เกิดการใช้งานเครือข่ายในแต่ละช่วงเวลาให้ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เอไอเอสตั้งเป้าหมายในการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในเชิงรายได้ที่ประมาณ 50% ของรายได้ตลาด โดยรวม โดยคาดว่าการเติบโตของรายได้จากการให้บริการจะอยู่ที่ 5-7% ในปี 2551 รวมถึงตั้งเป้าหมายที่ จะก่อให้เกิดการเติบโตในด้านกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) อย่างต่อเนื่องดังเช่นที่ เป็นมาในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญต่อการเติบโตทั้งในด้านรายได้และ EBITDA ประกอบด้วย (1) การเติบโตของสัดส่วนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อประชากรในต่างจังหวัด (2) รายได้จากบริการทางด้านเสียงที่ดีขึ้นจากราคาค่าบริการที่ทรงตัว (3) การเติบโตของบริการทางด้านข้อมูล 15-20% และ (4) รายได้เพิ่มเติมจากบริการโทรออกต่างประเทศที่น่าจะก่อให้เกิดสัดส่วนในเชิงรายได้เพิ่มสูงขึ้น จากในปี 2550 บริษัทได้เปิดให้บริการโทรออกต่างประเทศผ่านรหัส 005 ทำให้มีรายได้เพิ่มเติมคิดเป็น 1.3% ของรายได้จากการให้บริการโดยรวม ซึ่งคาดว่าในปี 2551 รายได้ดังกล่าวจะสามารถเติบโตได้อีก 40-50% ในปี 2551 บริษัทตั้งงบประมาณการลงทุนในเครือข่ายไว้ประมาณ 16,000-17,000 ล้านบาท โดยมี เป้าหมายในการขยายสถานีฐานให้ได้ถึง 14,500 สถานีทั่วประเทศ โดยเน้นการลงทุนในด้านต่างๆ ประกอบด้วย (1) การขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องในต่างจังหวัดเพื่อรักษาความแตกต่างจากคู่แข่งในด้านความครอบคลุมของเครือข่าย (2) การลงทุนเครือข่ายในเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ เช่น ถนนตัดใหม่ ทางด่วน และระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพ (3) เขตที่อยู่อาศัยที่เกิดใหม่และเขตธุรกิจ อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ทั้งนี้ ค่าเสื่อมราคาเครือข่ายในปี 2551 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10-12% เนื่องจากระยะเวลา ในการตัดค่าเสื่อมสั้นลงตามระยะเวลาที่เหลือของสัญญาร่วมการงานซึ่งสิ้นสุดในปี 2558 รายรับสุทธิจากค่าเชื่อมโยงโครงข่ายในปี 2551 คาดว่าจะลดลงเหลือ 1 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทมี กลยุทธ์ที่ต้องการเน้นการสร้างรายได้จากการโทรออก มากกว่ารายได้ที่เกิดจากค่าเชื่อมโยงโครงข่าย และใน ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการรายอื่นซึ่งปัจจุบันมีสถานะที่ต้องชำระค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสุทธิให้แก่เอไอเอส ต่างก็ต้องการพยายามลดการโทรเข้ามาในเครือข่ายของเอไอเอส เพื่อลดต้นทุนค่าเชื่อมโยงโครงข่ายของ ตนเองด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากค่าเชื่อมโยงโครงข่ายสุทธิเป็นการคำนวณจากส่วนต่างระหว่างการรับสายจาก เครือข่ายอื่น กับการโทรออกไปยังเครือข่ายอื่น ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขทั้งสองนี้เพียงเล็กน้อย สามารถส่งผลกระทบต่อค่าสุทธิได้เป็นอย่างมาก สรุปตัวเลขทางการเงิน งบการเงินรวม หน่วย: ล้านบาท ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส % % 2550 2549 % 4/2550 4/2549 3/2550 เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน แปลง แปลง แปลง เทียบ เทียบ เทียบ กับ กับ กับ ไตรมาส ไตรมาส ปี 2549 4/2549 3/2550 รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC 20,112 18,317 19,079 9.8 5.4 78,280 76,053 2.9 รายได้ IC 16,530 n/a n/a n/a n/a 16,530 n/a n/a รายได้จากการให้บริการ 36,642 18,317 19,079 100.0 92.1 94,810 76,053 24.7 รายได้จากการขาย 3,228 4,011 3,328 -19.5 -3.0 13,644 15,375 -11.3 รวมรายได้ 39,870 22,328 22,407 78.6 77.9 108,454 91,428 18.6 ต้นทุนค่าบริการไม่รวมค่า IC (6,326) (5,675) (6,239) 11.5 1.4 (24,387) (23,139) 5.4 รายจ่ายค่า IC (14,054) n/a n/a n/a n/a (14,054) n/a n/a ต้นทุนค่าบริการ (20,380) (5,675) (6,239) 259.1 226.6 (38,441) (23,139) 66.1 ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี (5,412) (4,550) (4,627) 18.9 17.0 (19,691) (18,754) 5.0 ต้นทุนขาย (2,960) (3,764) (3,118) -21.4 -5.1 (12,624) (14,063) -10.2 รวมต้นทุน (28,752) (13,989) (13,984) 105.5 105.6 (70,757) (55,956) 26.5 กำไรขั้นต้น 11,118 8,340 8,423 33.3 32.0 37,697 35,473 6.3 ค่าใช้ในการขายและบริหาร (3,382) (3,424) (2,959) -1.2 14.3 (12,767) (11,421) 11.8 ค่าตอบแทนกรรมการ (4) (2) (2) 99.6 108.1 (10) (8) 37.2 กำไรจากการดำเนินงาน 7,733 4,914 5,463 57.4 41.6 24,920 24,044 3.6 ดอกเบี้ยจ่าย (427) (511) (428) -16.4 -0.2 (1,721) (1,538) 11.9 รายได้อื่นๆ 163 230 142 -29.1 14.8 662 1,015 -34.8 กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (28) 16 (12) -278.0 136.9 (56) 48 -218.0 กำไรก่อนหกภาษี 7,441 4,648 5,165 60.1 44.1 23,804 23,568 1.0 ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย 22 32 8 -33.1 155.4 48 148 -67.3 ภาษีเงินได้ (2,330) (1,493) (1,661) 56.1 40.3 (7,562) (7,460) 1.4 กำไรสุทธิ 5,132 3,187 3,512 61.0 46.1 16,290 16,256 0.2 รายละเอียดสัดส่วนรายได้และค่าใช้จ่าย รายได้จากการให้บริการไม่ ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส รวม IC 1/2549 2/2549 3/2549 4/2549 1/2550 2/2550 3/2550 4/2550 บริการเสียง จีเอสเอ็ม แอดวานซ์ 23.4% 22.6% 21.0% 21.3% 22.5% 22.5% 20.6% 18.5% จีเอสเอ็ม 1800 1.6% 1.5% 1.3% 1.3% 1.0% 1.0% 0.9% 0.8% โพสต์เพด 25.0% 24.1% 22.3% 22.6% 23.5% 23.5% 21.5% 19.3% พรีเพด 59.7% 59.1% 60.4% 58.4% 56.3% 57.6% 59.1% 59.5% บริการข้อมูล โพสต์เพด 3.4% 3.7% 3.8% 4.2% 4.6% 4.3% 4.5% 4.8% พรีเพด 5.2% 6.2% 6.3% 6.2% 6.3% 6.2% 6.6% 6.9% บริการโรมมิ่งต่างประเทศ 4.4% 4.2% 4.2% 5.1% 5.2% 4.2% 4.4% 5.1% อื่นๆ (IDD, ค่าธรรมเนียม) 2.3% 2.7% 3.0% 3.5% 4.1% 4.2% 3.9% 4.4% 100.0% 100.0% 100.0% 100.0% 100.0% 100.0% 100.0% 100.0% ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส รายได้จากการขาย 1/2549 2/2549 3/2549 4/2549 1/2550 2/2550 3/2550 4/2550 เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ 92.4% 92.1% 95.8% 93.0% 93.7% 93.4% 94.7% 95.2% ซิมการ์ด 7.6% 7.9% 4.2% 7.0% 6.3% 6.6% 5.3% 4.8% (ยังมีต่อ)