คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร

14 สิงหาคม 2550
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร ภาพรวมของกลุ่มบริษัท สำหรับไตรมาส 2/2550 บริษัทและบริษัทย่อย ("กลุ่มบริษัท") ยังคงมีจำนวนผู้ใช้บริการ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ 3.17 ล้านรายในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 โดยมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 1.60 ล้านรายในไตรมาส 2/2550 คิดเป็นอัตราส่วนผู้ใช้บริการเติบโต 16% จาก ณ สิ้นปี 2549 ทั้งนี้ ณ สิ้นงวดเดือน มิถุนายน 2550 กลุ่มบริษัทมีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้น รวม 22.7 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ใช้บริการระบบโพสต์เพด (รายเดือน) จำนวน 2.7 ล้านราย และเป็นผู้ใช้บริการระบบพรีเพด (เติมเงิน) จำนวน 20 ล้านราย รายได้จากการให้บริการในไตรมาส 2/2550 เพิ่มขึ้น 6.4% เป็น 19,597 ล้านบาท จาก 18,422 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 เนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เติบโตเป็นอย่างมาก พร้อมกันกับมีการปรับราคาขึ้นค่าบริการในไตรมาสนี้ โดยตั้งแต่ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550 กลุ่มบริษัทได้มีการปรับราคาค่าบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคิดอัตราค่าบริการเป็นนาที (per-minute basis) และ ยกเลิกอัตราค่าบริการโทรแบบเหมาจ่ายเป็นครั้ง (per-call basis) ที่ออกในปีที่แล้ว ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบจากไตรมาสที่แล้ว รายได้จากการให้บริการยังคงเพิ่มขึ้น เล็กน้อย 0.5% แม้ว่าตามฤดูกาลแล้ว ไตรมาส 2 มักจะมีการใช้งานน้อยลงเมื่อเทียบกับ ไตรมาส 1 ของทุกปี รายได้จากการขายสำหรับไตรมาสนี้เท่ากับ 3,082 ล้านบาท ลดลง 24.6% จาก 4,086 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2549 และ ลดลง 23.1% จาก 4,006 ล้านบาทในไตรมาส 1/2550 จาก จำนวนยอดขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การที่ รายได้จากการขายลดลงมิได้มีนัยสำคัญต่อกำไรของกลุ่มบริษัท เนื่องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่มี กำไรต่อหน่วยต่ำ และมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น รายได้ รวมในไตรมาส 2/2550 ค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 22,678 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.8% จาก 22,508 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 แต่ลดลง 3.5% จากไตรมาส 1/2550 ต้นทุนรวมในไตรมาสนี้ ลดลง 1.7% จากไตรมาส 2/2549 อยู่ที่ 13,728 ล้านบาท จากต้นทุน จากการขายที่ลดลง 21.6% จากไตรมาส 2/2549 ในด้านต้นทุนค่าผลประโยชน์ตอบแทนรายปี ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 6.4% จากไตรมาส 2/2549 เนื่องจากมีรายได้จากการให้บริการสูงขึ้น โดยส่วนของต้นทุนการให้บริการนั้น เพิ่มขึ้น 4.5% จากไตรมาส 2/2549 จากค่าเสื่อมราคาที่ เริ่มสูงขึ้นในไตรมาสหลังจากมีการขยายการลงทุนในเครือข่ายอย่างมากในปีที่แล้ว และอายุ สัมปทานที่สั้นลง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับไตรมาส 2/2550 คิดเป็น 3,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2549 และเพิ่มขึ้น 5.6% จากไตรมาส 1/2550 จากค่าใช้จ่าย ด้านการตลาดสูงขึ้น การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่าย ทางการตลาดคิดเป็นอัตราส่วนต่อรายได้รวมในไตรมาสนี้เท่ากับ 3.8% ซึ่งใกล้เคียงกับ งบประมาณทั้งปีที่ตั้งไว้ที่ 4% ของรายได้รวม ค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญคิดเป็นอัตราส่วนต่อ รายได้จากการให้บริการระบบรายเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 8.1% ในไตรมาส 2/2550 จาก 6.6% ใน ไตรมาส 1/2550 และ 0.6% ในไตรมาส 2/2549 เนื่องจากการทำตลาดเพื่อเพิ่มลูกค้าระบบ โพสต์เพดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/2549 อีกทั้งเป็นไปตามนโยบายของกลุ่มบริษัทใน การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่รัดกุม ดังนั้น คุณภาพของลูกหนี้การค้ายังคงอยู่ในระดับดี โดย สัดส่วนลูกหนี้การค้าก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (gross account receivable) ที่ยังไม่ถึง กำหนดชำระและเลยกำหนดชำระไม่เกิน 3 เดือน มีถึง 90% ของยอดลูกหนี้การค้าทั้งหมด ในไตรมาส 2/2550 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 3,663 ล้านบาท ลดลง 11.2% จาก 4,126 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 และ ลดลง 8.1% จาก 3,984 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2550 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 46,177 ล้านบาท ลดลง 2.2% จาก 47,196 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิเท่ากับ 7,647 ล้านบาท ลดลง 18.8% จาก 9,415 ล้านบาทในช่วง6เดือนแรกของปี 2549 เป็นผลมาจากมีรายได้จากการ ให้บริการและรายได้จากการขายที่ลดลง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและ ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 กลุ่มบริษัทมียอดเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ทั้งหมด 31,321 ล้านบาท (รวมค่าใช้จ่ายในการทำ swap) เพิ่มขึ้น 8,353 ล้านบาทจาก ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2549 โดย เงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นได้นำไปใช้ในการลงทุนขยายโครงข่ายเพื่อคงไว้ซึ่งศักยภาพและมาตรฐาน คุณภาพการให้บริการที่อยู่ในระดับสูงของกลุ่มบริษัท และเพื่อจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ถึงแม้ว่าปริมาณเงินกู้ยืมจะสูงขึ้น กลุ่มบริษัทยังคงมีโครงสร้างเงินทุนที่เข้มแข็ง โดยอัตราส่วน เงินกู้ยืมสุทธิต่อส่วนทุนยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 30% และ อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนทุนอยู่ที่ 74% สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รวมจำนวน 17,879 ล้านบาท รวมกับมีเงินกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้นำไปใช้ลงทุนในโครงข่ายเป็นจำนวน 9,663 ล้านบาท เทียบกับงบประมาณการลงทุนทั้งปีที่ 18,000 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผล เป็นจำนวน 9,753 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2550 คิดเป็นเงินปันผลเท่ากับ 3.30 บาทต่อหุ้น ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท- เปรียบเทียบรายไตรมาส ไตรมาส ไตรมาส เพิ่ม/(ลด) ไตรมาส เพิ่ม/(ลด) หน่วย : ล้านบาท 2/2550 2/2549 เทียบกับ 1/2550 เทียบกับ ไตรมาส ไตรมาส 2/2549 1/2550 รายได้จากการให้บริการ 19,597 18,422 6.4% 19,493 0.5% รายได้จากการขาย 3,082 4,086 (24.6%) 4,006 (23.1%) รายได้รวม 22,678 22,508 0.8% 23,499 (3.5%) ต้นทุนรวม 13,728 13,968 (1.7%) 14,293 (4.0%) กำไรขั้นต้น 8,950 8,540 4.8% 9,206 (2.8%) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 3,301 2,559 29.0% 3,126 5.6% กำไรก่อนหักภาษี 5,795 6,246 (7.2%) 6,270 (7.6%) กำไรสุทธิ 3,663 4,126 (11.2%) 3,984 (8.1%) ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท- เปรียบเทียบราย 6 เดือน 6 เดือน 6 เดือน เพิ่ม (ลด) เมื่อเทียบ ปี 2550 ปี 2549 กับ 6 เดือน ปี 2549 รายได้จากการให้บริการ 39,089 39,689 (1.5%) รายได้จากการขาย 7,087 7,507 (5.6%) รายได้รวม 46,177 47,196 (2.2%) ต้นทุนรวม 28,020 28,091 (0.2%) กำไรขั้นต้น 18,156 19,106 (5.0%) ค่าใช้จ่ายในการขาย และ 6,427 5,376 19.6% บริหาร กำไรก่อนหักภาษี 12,064 14,282 (15.5%) กำไรสุทธิ 7,647 9,415 (18.8%) รายได้และกำไร รายได้รวม สำหรับไตรมาส 2/2550 รายได้รวมของกลุ่มบริษัทประกอบด้วย (1) รายได้จากการให้บริการ เป็นสัดส่วน 86.4% ของรายได้รวม (2) รายได้จากการขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิม การ์ดเป็นสัดส่วน 13.6% รายได้รวมสำหรับไตรมาสนี้คิดเป็น 22,678 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จาก 22,508 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 จากรายได้จากการให้บริการที่สูงขึ้น แต่ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับ 23,499 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2550 ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไป ตามรายได้จากการขายที่ลดลง (1) รายได้จากการให้บริการ สำหรับไตรมาส 2/2550 เท่ากับ 19,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จาก 18,422 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 จากการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการ และ ราคาค่าบริการเฉลี่ยในไตรมาสนี้ที่สูงขึ้น โดยตั้งแต่ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550 กลุ่มบริษัทได้มี การปรับราคาค่าบริการเฉลี่ยสำหรับลูกค้าใหม่ระบบพรีเพด โดยคิดค่าบริการเป็นนาทีจากที่ เคยเสนอโปรโมชั่นแบบเหมาจ่ายค่าโทรเป็นครั้งที่ออกในไตรมาส 2/2549 ทั้งนี้ เมื่อ เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2550 รายได้จากการให้บริการค่อนข้างคงที่ (+0.5%) ถึงแม้ว่า ตามปกติรายได้จากการให้บริการมักจะลดลงในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 รายได้รวมเท่ากับ 39,089 ล้านบาท ลดลง 1.5% จาก 39,689 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน (2) รายได้จากการขาย ลดลง 24.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลง 23.1% จากไตรมาส 1/2550 เป็น 3,082 ล้านบาท เนื่องจากทั้งยอดขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ และราคาเฉลี่ยของโทรศัพท์ลดลง ต้นทุน ต้นทุนรวมประกอบด้วย (1) ต้นทุนจากการให้บริการและขายอุปกรณ์ (2) ผลประโยชน์ตอบ แทนรายปีจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ (3) ต้นทุนขาย สำหรับไตรมาส 2/2550 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนรวมเท่ากับ 13,728 ล้านบาท ลดลง 1.7% จาก ไตรมาส 2/2549 และ ลดลง 4.0% จากไตรมาส 1/2550 จากต้นทุนขายที่ลดลง (1) ต้นทุนจากการให้บริการและขายอุปกรณ์ สำหรับไตรมาส 2/2550 เท่ากับ 6,020 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากไตรมาส 2/2549 และเพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาส 1/2549 เนื่องจาก ค่าเสื่อมราคา และ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายสำหรับไตรมาสนี้สูงขึ้น ในส่วนของค่าเสื่อม ราคานั้นเริ่มเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากกลุ่มบริษัทมีการขยาย การลงทุนในเครือข่ายอย่างมากในปีที่แล้ว และอายุสัมปทานที่สั้นลง (2) ต้นทุนผลประโยชน์ตอบแทนรายปี สำหรับไตรมาสเท่ากับ 4,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากไตรมาส 2/2549 และเพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาส 1/2550 ซึ่งเพิ่มไปตามสัดส่วนของ รายได้จากการให้บริการที่สูงขึ้นเนื่องจากเป็นต้นทุนแปรผันตรงกับรายได้จากการให้บริการ ทั้งนี้ต้นทุนผลประโยชน์ตอบแทนรายปีเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อรายได้จากการให้บริการแล้ว ยังคงอยู่ที่ 24.7% ในไตรมาส 2/2550 เท่ากันกับในไตรมาส 2/2549 และไตรมาส 1/2550 (3) ต้นทุนขาย สำหรับไตรมาสนี้เท่ากับ 2,871 ล้านบาท ลดลง 21.6% จากไตรมาส 2/2549 และ ลดลง 21.9% จากไตรมาส 1/2550 เนื่องจากยอดขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และ ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง ในด้านอัตรากำไรต่อยอดขายสำหรับไตรมาส 2/2550 คิดเป็น 6.9% เทียบกับ 10.4% ในไตรมาส 2/2549 และ 8.2% ในไตรมาส 1/2550 ทั้งนี้ อัตรากำไรต่อยอดขายมักมีการเปลี่ยนแปลงและไม่คงที่ในแต่ละไตรมาส เนื่องจากกำไร ต่อหน่วยที่แตกต่างกันของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรุ่นที่ขายในช่วงนั้นๆ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 ต้นทุนรวมค่อนข้างคงที่อยู่ที่ 28,020 ล้านบาท เทียบกับ 28,091 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร สำหรับไตรมาสนี้เท่ากับ 3,301 ล้านบาท คิดเป็น 14.6% ของรายได้รวม เทียบกับ 2,559 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 หรือคิดเป็น 11.4% ของรายได้ รวม ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดเนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ค่าใช้จ่ายพนักงาน และค่าใช้จ่ายทางการตลาด เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2550 ค่าใช้จ่ายในการขายและ บริหารเพิ่มขึ้น 5.6% จาก 3,126 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.3% ของรายได้รวม โดยเพิ่มขึ้น จากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน เนื่องจากกลุ่มบริษัทได้มีการเสนอแพ็คเกจราคาที่ค่อนข้างต่ำสำหรับลูกค้าระบบโพสต์เพด (โดยมากเป็นแพ็คเกจราคา 299 บาทต่อเดือน) ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2549 ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ จำนวนผู้ใช้บริการระบบโพสต์เพดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแต่เดิมที่ลดลงมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นเป็น 440 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.1% ของรายได้จากการให้บริการโพสต์เพด เทียบกับ 31 ล้านบาทในไตรมาส 2/2549 หรือ 0.6% ของรายได้โพสต์เพด และ 363 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2550 หรือ 6.6% ของรายได้ โพสต์เพด อย่างไรก็ตาม คุณภาพของลูกหนี้การค้ายังคงอยู่ในระดับดี โดยสัดส่วนลูกหนี้ การค้าก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระและเลยกำหนดชำระไม่เกิน 3 เดือน มีถึง 90% ของยอดลูกหนี้การค้าทั้งหมด ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสำหรับไตรมาสนี้เท่ากับ 863 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของรายได้รวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 737 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หรือคิดเป็น 3.3% ของ รายได้รวม เนื่องจากในปีที่แล้วกลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดค่อนข้างมากในช่วงครึ่งปี หลัง อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดลดลงเล็กน้อย จาก 874 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.7% ของรายได้รวม เมื่อเปรียบเทียบในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 จะเห็นได้ว่าสภาวะการแข่งขันนั้นแตกต่าง จากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2549 อย่างมากเนื่องจากในปีที่แล้วกลุ่มบริษัทมีการทำ การตลาดในครึ่งปีแรกค่อนข้างน้อย และมียอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นน้อยเช่นกัน ในปีนี้ เนื่องจาก มีการทำการตลาดค่อนข้างมากตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2550 เพิ่มขึ้น 19.6% จากปีที่แล้ว ทั้งนี้ส่วนที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นจากการตั้ง สำรองหนี้สงสัยจะสูญและค่าใช้จ่ายด้านการตลาด อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2550 อยู่ที่ 3.8% ของรายได้รวม ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้งบประมาณที่ตั้ง ไว้ที่ 4% ของรายได้รวมสำหรับทั้งปี ดอกเบี้ยจ่าย ในไตรมาสนี้ กลุ่มบริษัทได้มีการเพิ่มยอดเงินกู้ขึ้นเป็น 31,321 ล้านบาท (รวมค่าใช้จ่ายในการ ทำ swap) จาก 22,968 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2549 เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้กระแสเงิน สดในการลงทุนเครือข่ายเพื่อคงไว้ซึ่งศักยภาพและมาตรฐานคุณภาพการให้บริการที่อยู่ใน ระดับสูงของกลุ่มบริษัท รวมถึงสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ดอกเบี้ยจ่ายสำหรับไตรมาสนี้จึงเพิ่มขึ้น 27.7% เป็น 417 ล้านบาท จาก 327 ล้านบาท ใน ไตรมาส 2/2549 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2550 ดอกเบี้ยจ่ายลดลงเล็กน้อย 6.8% จาก 448 ล้านบาท สำหรับ 6 เดือนแรกของปี 2550 กลุ่มบริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 32% เป็น 865 ล้านบาท จาก 655 ล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2549 เนื่องจากยอดเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น ยอดเงินกู้ส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทมีอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ โดยอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวคิด เป็นสัดส่วนเพียง 21% ของยอดเงินกู้ยืมทั้งหมด ณ สิ้นไตรมาส 2/2550 โดยมีอัตราดอกเบี้ย เฉลี่ยอยู่ที่ 5.33% ต่อปี กำไรสุทธิ แม้ว่าในไตรมาสนี้ กลุ่มบริษัทจะมีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น ทำให้กำไรสุทธิ สำหรับไตรมาสลดลง 11.2% เป็น 3,663 ล้านบาท จาก 4,126 ล้านบาทท ในไตรมาส 2/2549 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2550 กำไรสุทธิลดลง 8.1% จาก 3,984 ล้านบาท เนื่องจากมีการตัดจ่ายค่าเสื่อมราคาโครงข่าย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2550 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 7,647 ล้านบาท ลดลง 18.8% จาก 9,415 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2549 เป็นผลมาจากมีรายได้จากการให้บริการ และรายได้จากการขายที่ลดลง รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และ ดอกเบี้ยจ่าย สูงขึ้น สภาพคล่อง ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 อัตราส่วนสภาพคล่อง (current ratio) ลดลงเป็น 65% จาก 74% ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 เนื่องจากเงินสดที่ลดลงหลังการจ่ายเงินปันผลประจำปี สินทรัพย์หมุนเวียน กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 จำนวน 19,842 ล้านบาท ลดลง 13.3% จาก 22,893 ล้านบาท ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 เนื่องจากเงินสดที่ลดลงหลังการ จ่ายเงินปันผลประจำปี 30 มิถุนายน 2550 31 ธันวาคม 2549 % ต่อ % ต่อ ล้านบาท สินทรัพย์ ล้านบาท สินทรัพย์ รวม รวม เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 8,935 6.8% 12,742 9.5% ลูกหนี้การค้าสุทธิ 5,120 3.9% 4,898 3.6% สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์และอะไหล่เพื่อการ 1,908 1.5% 2,055 1.5% ซ่อมแซมเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่-สุทธิ สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น 3,878 3.0% 3,197 2.4% รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 19,842 15.1% 22,893 17.0% หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน ณ สิ้นงวดไตรมาสนี้ ลดลงเป็น 30,662 ล้านบาท จาก 31,039 ล้านบาท ณ สิ้นงวดไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากมียอดหนี้ระยะยาวในส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีลดลง 30 มิถุนายน 2550 31 ธันวาคม 2549 ล้านบาท % ต่อ ล้านบาท % ต่อ หนี้สินรวม หนี้สินรวม เงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 3,916 7.0% 1,000 1.8% เจ้าหนี้การค้า 5,113 9.2% 5,760 10.2% ส่วนของหุ้นกู้ระยะยาว ที่ถึงกำหนดภายใน 2,509 4.5% 6,507 11.5% หนึ่งปี ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ผลประโยชน์ตอบ 9,381 16.9% 7,155 12.6% แทนรายปี และภาษีสรรพสามิตค้างจ่าย รายได้รับล่วงหน้า 3,516 6.3% 3,659 6.5% ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 3,080 5.5% 2,963 5.2% หนี้สินหมุนเวียนอื่น 3,147 5.7% 3,994 7.0% รวมหนี้สินหมุนเวียน 30,662 55.2% 31,039 54.7% สินทรัพย์ กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 เท่ากับ 131,126 ล้านบาท ลดลงจาก 134,301 ล้านบาท ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 เนื่องจากมีสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทมีสัดส่วนสินทรัพย์ถาวรซึ่งรวมถึงที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ และสินทรัพย์โครงข่าย ภายใต้สัญญาสัมปทาน ซึ่งใช้ในการดำเนินงานโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คิดเป็น 68% ของสินทรัพย์รวม 30 มิถุนายน 2550 31 ธันวาคม 2549 ล้านบาท % ต่อ ล้านบาท % ต่อ สินทรัพย์รวม สินทรัพย์รวม สินทรัพย์หมุนเวียน 19,842 15.1% 22,893 17.0% ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์-สุทธิ 8,260 6.3% 7,797 5.8% สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ 80,883 61.7% 81,096 60.4% สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 11,457 8.7% 12,197 9.1% สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 10,007 7.6% 9,763 7.3% สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น 677 0.5% 555 0.4% สินทรัพย์รวม 131,126 100% 134,301 100% โครงสร้างเงินทุน กลุ่มบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่เข้มแข็งและมีสัดส่วนการกู้ยืมต่ำ โดยมีอัตราส่วนหนี้สินรวม ต่อส่วนทุน ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 คิดเป็น 41% และอัตราส่วนเงินกู้สุทธิต่อทุน (เงินกู้ สุทธิหมายถึง หุ้นกู้และเงินกู้ยืม หักด้วย เงินสด) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 30% จาก 26% ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 30 มิถุนายน 2550 31 ธันวาคม 2549 อัตราส่วนหนึ้สินรวมต่อส่วนทุน 74% 73% อัตราส่วนเงินกู้ยืมต่อส่วนทุน 41% 43% อัตราส่วนเงินกู้ยืมสุทธิต่อส่วนทุน 30% 26% หุ้นกู้และเงินกู้ยืม ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 กลุ่มบริษัทมียอดหุ้นกู้และเงินกู้ยืมทั้งสิ้นจำนวน 31,321 ล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 33,149 ล้านบาท ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 เนื่องจากมีการไถ่ถอนหุ้นกู้ระยะยาว 4,750 ล้านบาท ไปในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าจะมีเงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 3,916 ล้านบาท จาก 1,000 ล้านบาท ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 30 มิถุนายน 2550 31 ธันวาคม 2549 ล้านบาท % ต่อ ล้านบาท % ต่อ หนี้สินรวม หนี้สินรวม เงินกู้ระยะสั้น 3,916 7.0% 1,000 1.8% ส่วนของหุ้นกู้ระยะยาว ที่ถึงกำหนด 2,509 4.5% 6,507 11.5% ภายในหนึ่งปี เงินกู้ระยะยาว 24,896* 44.8% 25,642* 45.2% รวมเงินกู้ 31,321 56.4% 33,149 58.5% * เงินกู้ยืมระยะยาวที่ได้มีการทำ swap มีมูลค่า 9,485 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2550 กลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 75,556 ล้านบาท ลดลง เล็กน้อยจาก 77,599 ล้านบาท ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2549 เนื่องจากการจ่ายเงินปันผล ประจำปีในช่วงไตรมาสนี้ กระแสเงินสด สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดไตรมาส 2/2550 กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินจากการดำเนินงาน (หลังจากหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และ การเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน) รวมจำนวน 17,879 ล้านบาท และมีเงินกู้ระยะสั้นเพิ่ม 2,893 ล้านบาท ในจำนวนนี้ได้ใช้ไปสำหรับการ ลงทุนในโครงข่ายจำนวน 9,663 ล้านบาท และชำระคืนหุ้นกู้ระยะยาวและสัญญาเช่าการเงิน จำนวน 4,760 ล้านบาท รวมถึงจ่ายเงินปันผลจำนวน 9,753 ล้านบาท สุทธิแล้วกลุ่มบริษัทมี กระแสเงินสดลดลงจำนวน 3,368 ล้านบาทสำหรับงวดหกเดือนของปี 2550 เหตุการณ์สำคัญ ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ขอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งในขณะที่มีสถานะเป็นองค์การโทรศัพท์แห่ง ประเทศไทย ("ทีโอที") กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ภายหลังจาก วันที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ได้ดำเนินการถูกต้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ และหากการ แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตฯ ดำเนินการไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จะมีแนว ทางการปฏิบัติต่อไปอย่างไร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การบังคับ ใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (กรณีสัญญาอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)) เรื่อง เสร็จที่ 291/2550 ให้ความเห็นดังนี้ *"? ทีโอที เข้าเป็นคู่สัญญาในเรื่องนี้เป็นการกระทำแทนรัฐ โดยอาศัย อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สัญญาอนุญาตฯ ที่ เกิดขึ้นจึงเป็นสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนเพื่อมอบหมายให้เอกชนดำเนินการให้บริการ สาธารณะแทนรัฐ รัฐจึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว แต่เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตฯ ตามกรณีข้อหารือดำเนินการไม่ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะที่มีการ แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตฯ เนื่องจากมิได้เสนอเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมให้ คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 พิจารณา และเสนอให้คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรที่ มีอำนาจพิจารณาเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตฯ ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอนุญาตฯ โดย ทีโอที เป็นคู่สัญญา จึงกระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอัน เป็นนิติกรรมทางปกครอง สามารถแยกออกจากข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตฯ ที่ทำขึ้นได้ และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตฯ ที่ทำขึ้นนั้นยังคงมีผลอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน หรือสิ้นผลโดยเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น หากคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้ พิจารณาถึงเหตุแห่งการเพิกถอน ผลกระทบและความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประโยชน์สาธารณะแล้วว่า การดำเนินการ ที่ไม่ถูกต้องนั้นมีความเสียหายอันสมควร จะต้องเพิกถอนข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตฯ ที่ทำขึ้น คณะรัฐมนตรีก็ชอบที่จะเพิกถอน ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตฯ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีเหตุผลความจำเป็นเพื่อ ประโยชน์ของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะและเพื่อความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ คณะรัฐมนตรีก็อาจใช้ดุลพินิจพิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม สัญญาอนุญาตฯ ดังกล่าวได้ตามความเหมาะสม โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการและ คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 เป็นผู้ดำเนินการเสนอข้อเท็จจริง เหตุผล และ ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี" *ข้อความข้างต้นเฉพาะในเครื่องหมาย "..." เป็นเพียงข้อความที่คัดลอกมาบางส่วนจาก บันทึกความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง เสร็จที่ 291/2550