คำอธิบายและวิเคราะห์งบการเงินประจำไตรมาสที่ 1/2549

10 พฤษภาคม 2549
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร ภาพรวมของกลุ่มบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 1/2549 ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนในประเทศไทยมีอัตราเติบโตของ ผู้ใช้บริการโดยรวมร้อยละ 6.1 จากจำนวนผู้ใช้บริการ 30.3 ล้านคน ณ สิ้นปี 2548 เป็น 32.2 ล้านคน อัตราผู้ใช้บริการต่อจำนวนประชากร (penetration rate) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47 ณ สิ้นปี 2548 เป็นร้อยละ 50 ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2549 การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ใช้บริการเป็นผลมาจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ในระหว่างไตรมาสนี้ โดยตัวแปรสำคัญสืบเนื่องมาจากการที่คู่แข่งออกโปรโมชั่น ระยะสั้นที่รุนแรง เช่น การแจกซิมการ์ดการใช้โปรโมชั่นระยะสั้นซึ่งตัดราคาค่าใช้ บริการในช่วงระยะเวลาทดลองใช้ รวมถึงทำการตลาดในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น ณ สิ้นไตรมาส 1/2549 บริษัทและบริษัทย่อย ("กลุ่มบริษัท" ) มีจำนวนผู้ใช้บริการ ในระบบรวมทั้งสิ้นประมาณ 16,633,900 ราย แบ่งเป็นผู้ใช้บริการระบบโพสต์เพด 1,918,000 ราย (GSM Advance และ GSM1800) และระบบพรีเพด 1-2-Call! 14,715,900 ราย โดยมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิจากสิ้นปี 2548 เป็นจำนวน 225,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 จากจำนวนผู้ใช้บริการ ณ สิ้นปี 2548 การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการที่น้อยลงในไตรมาสนี้เป็นผลมาจากการทำตลาด ที่ลดลงเนื่องจากความไม่สงบในสถานะทางการเมือง แม้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะมีการเติบโตเล็กน้อย รายได้จากการให้บริการในไตรมาส 1/2549 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เป็น 21,267 ล้านบาท เนื่องจากการปรับราคา ขึ้นของค่าใช้บริการตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2549 กลุ่มบริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และ ค่าเสื่อมราคา(EBITDA) เท่ากับ 12,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 จากไตรมาสก่อนเนื่องมาจากมีรายได้จากการให้บริการที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวน ยังคงลดลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน สาเหตุหลักมาจาก การปรับอัตราผลประโยชน์ตอบแทนรายปีที่จ่ายให้ ทีโอที ในส่วนของรายได้จากการ ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทโพสต์เพดจาก ร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ 30 ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 4/2548 กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทเท่ากับ 5,290 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2548 กลุ่มบริษัทมีการนำมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 56 เรื่องภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี มาปฏิบัติ การปรับปรุงผลจากการนำมาตรฐานใหม่นี้มาใช้มีผลย้อนหลัง ดังนั้น จึงมีการปรับปรุงงบดุลสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 และงบกำไรขาดทุน สำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2548 ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท หน่วย : ล้านบาท ไตรมาส ไตรมาส เพิ่ม(ลด) เมื่อเทียบ 1/2549 1/2548 กับไตรมาส 1/2548 รายได้จากให้บริการ 21,267 21,186 0.4% รายได้จากการขาย 3,421 2,537 34.9% รายได้รวม 24,688 23,722 4.1% ต้นทุนรวม 14,123 12,994 8.7% กำไรขั้นต้น 10,565 10,729 (1.5%) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 2,817 2,382 18.3% กำไรสุทธิ - หลังปรับผลกระทบ 5,290 5,584 (5.3%) กำไรสุทธิ - ก่อนปรับผลกระทบ 5,151 5,369 (4.1%) รายได้และกำไร รายได้ กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการให้บริการในไตรมาส 1/2549 เท่ากับ 21,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2548 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อ เทียบกับไตรมาส 1/2548 ถึงแม้ว่ากลุ่มบริษัทจะมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการ ต่อไตรมาสที่น้อยลง (225,000 ในไตรมาส 1/2549 เทียบกับ 315,700 ในไตรมาส 4/2548) รายได้จากการให้บริการมีจำนวนสูงขึ้นเนื่องจากมีการขึ้นราคาค่าบริการ ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2549 รายได้จากการขายอุปกรณ์ เท่ากับ 3,421 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.9 เมื่อเทียบ กับไตรมาสที่ 1/2548 เป็นผลมาจากปริมาณการขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น กำไรขายต่อหน่วยยังคงอยู่ในระดับเดิมที่ร้อยละ 12.3 ในไตรมาส 1/2549 เทียบกับ ร้อยละ 12.5 ในไตรมาสที่ 1/2548 ต้นทุน ต้นทุนรวมประกอบด้วยต้นทุนจากการให้บริการและขายอุปกรณ์ ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ภาษีสรรพสามิต ในไตรมาสที่ 1/2549 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนรวมเท่ากับ 14,123 ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 8.7 จาก 12,994 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ต้นทุนจากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ลดลงเป็น 5,876 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1/2549 เทียบกับ 6,236 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/2548 อันเกิดจากค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ ภายใต้สัญญาสัมปทานของกลุ่มบริษัทลดลง 310 ล้านบาท เนื่องจากสินทรัพย์ภายใต้ สัญญาสัมปทานบางส่วนได้มีการตัดค่าเสื่อมราคาจนหมดมูลค่าแล้ว สำหรับไตรมาส 1/2549 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนในส่วนของผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและ ภาษีสรรพสามิตจำนวน 5,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจาก รายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น และการปรับอัตราผลประโยชน์ตอบแทนรายปีที่จ่าย ให้แก่ ทีโอที ในส่วนของรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทโพสต์เพด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 30 ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2548 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาส 1/2549 เท่ากับ 2,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนคิดเป็นร้อยละ 8.4 และร้อยละ 18.3 จากไตรมาสเดียวกัน ในปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าใช้จ่ายด้านพนักงานที่สูงขึ้น เนื่องจากมีจำนวน พนักงานที่เพิ่มขึ้น การปรับเงินเดือนประจำปี และจ่ายโบนัสให้กับพนักงานในเดือน กุมภาพันธ์ ค่าใช้จ่ายการตลาดลดลงในไตรมาส 1/2549 เป็น 541 ล้านบาท จาก 675 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/2548 คิดเป็นอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการตลาดต่อรายได้ รวมร้อยละ 2.2 (เทียบกับร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 4/2548)เหตุผลหลักมา จากกิจกรรมด้านการตลาดที่ลดลงในระหว่างไตรมาส ภาษีเงินได้ จากการที่กลุ่มบริษัทได้นำมาตรฐานบัญชีในเรื่องภาษีเงินได้รอตัดบัญชีมาใช้ดังที่กล่าว มาแล้วข้างต้น ทำให้มีผลกระทบย้อนหลัง ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงกำไรสะสมในงบดุล สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 และงบกำไรขาดทุนสำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2548 เป็นฐานเดียวกันเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ ดังนี้ หน่วย : ล้านบาท ก่อนปรับปรุงภาษีเงิน หลังปรับปรุงภาษีเงิน ได้รอตัดบัญชี ได้รอตัดบัญชี กำไรสะสมต้นงวด ปี พ.ศ. 2548 43,483 52,514 กำไรสะสมต้นงวด ปี พ.ศ. 2549 45,817 54,664 กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2548 5,369 5,584 สำหรับไตรมาส 1/2549 กลุ่มบริษัทมีภาษีเงินได้จำนวน 2,447 ล้านบาท ลดลง 70 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2548 กำไรสุทธิ กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาสนี้จำนวน 5,290 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนลดลงร้อยละ 5.3 จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ฐานะสภาพคล่อง ในไตรมาสที่ 1/2549 กลุ่มบริษัทมีฐานะสภาพคล่องที่ดีขึ้น โดยมีอัตราส่วนสภาพคล่อง (current ratio) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 71 เทียบกับร้อยละ 55 ในไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น และ มีหนี้สินลดลง สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 20,346 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 เป็น 29,294 ล้านบาท ณ สิ้นสุดไตรมาส 1/2549 คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากไตรมาสที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากการรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่เพิ่มขึ้น 8,603 ล้านบาท จากระดับ 11,456 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 หนี้สินหมุนเวียน กลุ่มบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนเท่ากับ 41,507 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2549 เพิ่มขึ้นจาก 36,734 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 สาเหตุหลักมาจากส่วนของหุ้นกู้ที่ถึงกำหนด ชำระภายใน 1 ปีและหนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่มีกำหนดชำระภายในหนึ่งปีและหุ้นกู้ระยะยาวมีจำนวน 16,495 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2549 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 1,905 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.6 จากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลัก มาจากการเพิ่มขึ้นของภาษีเงินได้ค้างจ่าย 31 มีนาคม 2549 31 ธันวาคม 2548 ล้านบาท % ของหนี้สินรวม ล้านบาท* % ของหนี้สินรวม ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวและ หุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี 16,495 33.6% 14,241 29.7% ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี และ ภาษีสรรพสามิตค้างจ่าย 7,968 16.2% 7,354 15.3% หนี้สินหมุนเวียนอื่น 17,044 34.8% 15,139 31.5% *หลังปรับปรุงด้วยหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี สินทรัพย์ ณ สิ้นไตรมาส 1/2549 สินทรัพย์รวมมีมูลค่าทั้งสิ้น 134,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากสิ้นปี 2548 ที่มีจำนวน 127,959 ล้านบาท โดยสินทรัพย์หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 21.8 ของสินทรัพย์รวม และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ร้อยละ 78.2 ของสินทรัพย์รวม 31 มีนาคม 2549 31 ธันวาคม 2548 ล้านบาท % ของสินทรัพย์รวม ล้านบาท* % ของสินทรัพย์รวม สินทรัพย์หมุนเวียน 29,294 21.8% 20,346 15.9% ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์-สุทธิ (รวมซอฟท์แวร์) 9,580 7.1% 9,700 7.6% สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน-สุทธิ 73,610 54.8% 75,842 59.3% สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 9,089 6.8% 8,946 7.0% สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น 12,729 9.5% 13,125 10.2% * หลังปรับปรุงด้วยสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่วนหนึ่งของสินทรัพย์รวมในไตรมาสนี้ที่เพิ่มขึ้น จำนวน 9,089 ล้านบาทมาจากสินทรัพย์ ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบสินทรัพย์ในไตรมาสนี้กับไตรมาสก่อนได้ จึงมีการปรับปรุงงบดุลงวดสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ด้วย โดยสินทรัพย์ภาษี เงินได้รอตัดบัญชีเพิ่มขึ้นในงวดดังกล่าวเป็นจำนวน 8,946 ล้านบาท จากมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 56 เรื่องภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีนั้น เป็นหลักการที่มุ่งหมายให้การรายงาน ผลกำไรสะท้อนการดำเนินงานที่แท้จริงมากขึ้น เพื่อลดความผันผวนจากผลกระทบในการ จ่ายภาษีของบริษัท โดยมีการปรับเพื่อให้การรายงานงบกำไรขาดทุนแสดงอัตราภาษีเงินได้ ที่ร้อยละ 30 ทั้งนี้ สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่เกิดขึ้นในงบดุลนั้น แสดงถึงมูลค่าสะสมของภาษี ที่มีการจ่ายไปล่วงหน้าจากการชำระภาษีในอดีตจนถึงปัจจุบันในส่วนที่เกินร้อยละ 30 ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีดังกล่าวนี้ จะลดลงในอนาคตเมื่อมีการชำระ ภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 30 โครงสร้างเงินทุน สถานะงบดุลของกลุ่มบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 1/2549 แสดงถึงโครงสร้างเงินทุนที่เข้มแข็ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ดีขึ้นเป็นร้อยละ 58 ลดลงจากร้อยละ 60 ณ สิ้นสุดไตรมาสที่ 4/2548 อัตราส่วนเงินกู้สุทธิ (หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว หักด้วย เงินสด) ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นไตรมาสนี้คิดเป็นร้อยละ 5 เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีเงินสดสำรองไว้เพื่อจ่ายเงินปันผล ที่ประกาศจ่ายตามมติประชุมผู้ถือหุ้นสำหรับผลประกอบการในครึ่งปีหลังของปี 2548 ซึ่งจะ มีการจ่ายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ภายหลังจากการจ่ายเงินปันผลแล้ว อัตราส่วนเงินกู้ สุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจะคิดเป็นร้อยละ 16 เทียบกับร้อยละ 18 ในไตรมาส 4/2548 หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/2549 กลุ่มบริษัทมีหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งสิ้นจำนวน 23,963 ล้านบาท ลดลงจากในไตรมาส 4/2548 ซึ่งมีจำนวน 25,451 ล้านบาท ทั้งนี้จากการ ที่กลุ่มบริษัทได้มีการไถ่ถอนหุ้นกู้ระหว่างไตรมาสเป็นจำนวน 1,500 ล้านบาท 31 มีนาคม 2549 31 ธันวาคม 2548 ล้านบาท % ของหนี้สินรวม ล้านบาท % ของหนี้สินรวม หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนด ชำระภายในหนึ่งปี 16,495 33.6% 14,241 29.7% เงินกู้ยืมระยะยาว 25 0.1% 19 0.0% หุ้นกู้ระยะยาว 7,443 15.2% 11,191 23.3% รวมเงินกู้ระยะยาว 23,963 48.9% 25,451 53.0% ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นไตรมาสนี้ กลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 79,935 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 เป็น 85,260 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 โดยเป็นผลมาจากกำไร สุทธิในไตรมาสนี้จำนวน 5,290 ล้านบาท และมูลค่าสุทธิจากทุนเรือนหุ้น เงินรับล่วงหน้า ค่าหุ้น การเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรม และขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทย่อย รวมจำนวน 35 ล้านบาท กระแสเงินสด เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 1/2549 มีรายการเงินฝากธนาคาร ที่ต้องสำรองตามกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยจากการดำเนินธุรกิจบัตรเงินสดของ บริษัทย่อย จำนวน 4,534 ล้านบาท ดังนั้นต้องหักรายการดังกล่าว เพื่อการเปรียบเทียบ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในงบกระแสเงินสดรวม ในไตรมาสนี้ กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานรับสุทธิ 12,684 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับทั้งกิจกรรมการลงทุนและการชำระหนี้ โดยมีการใช้กระแสเงินสด เพื่อการลงทุนในอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และขยายการให้บริการเสริมรูปแบบใหม่ จำนวน 2,486 ล้านบาท และชำระคืนหุ้นกู้ระยะยาวตามกำหนดจำนวน 1,500 ล้านบาท ส่วนกระแสเงินสดที่เหลือ ส่วนหนึ่งสำรองไว้สำหรับการจ่ายเงินปันผลตามมติประชุมผู้ถือหุ้น สำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2548 ซึ่งจะมีการจ่ายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549