คำอธิบายและวิเคราะห์งบการเงินประจำปี 2548
27 กุมภาพันธ์ 2549
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
ภาพรวมของกลุ่มบริษัท
ณ สิ้นปี 2548 บริษัทและบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) มีจำนวนผู้ใช้บริการในระบบรวมทั้งสิ้น
ประมาณ 16,408,900 ราย เพิ่มขึ้นสุทธิ จำนวน 1,224,900 ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ
8.07 จากจำนวนผู้ใช้บริการ 15,184,000 ราย ณ สิ้นปี 2547 แบ่งเป็นผู้ใช้บริการ
ระบบดิจิตอล GSM 1,999,700 ราย (GSM advance และ GSM1800) และระบบ
One-2-Call! 14,409,200 ราย ระหว่างปี 2548 กลุ่มบริษัทได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติม ดังนี้
- ธุรกิจ Buddy Broadband เป็นการนำเทคโนโลยี ADSL มาใช้เพื่อเสนอความบันเทิง
และบริการในรูปแบบต่าง ๆ ให้ลูกค้า เช่น บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ดูทีวี
วีดิโอ ออนดีมานด์ และเลือกชมภาพยนตร์ที่ต้องการ
- ธุรกิจ mpay เป็นธุรกรรมการเงินบนโทรศัพท์มือถือรายแรกในประเทศไทย โดยลูกค้า
สามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ เช่น ซื้อสินค้า ชำระค่าสาธารณูปโภค จองตั๋วดูหนัง ฯลฯ
ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
ในปี 2548 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม จำนวน 92,517 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.1 จากปี 2547
เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาในไตรมาส 2 ของปี 2548 รวมถึงการใช้จ่ายอย่างจำกัด
ของผู้บริโภคจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทฺธิในปี 2548 จำนวน 18,909 ล้านบาท ลดลง 1,349 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 6.7 จากปี 2547 เหตุผลหลักมาจากรายได้จากการให้บริการลดลงจากการแข่งขัน
อีกทั้ง ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้น จากค่าใช้จ่ายตัดจ่ายในอุปกรณ์โครงข่ายเพิ่มขึ้น และ ส่วนหนึ่งมา
จากการเพิ่มบริการ Buddy Broadband ของกลุ่มบริษัทนอกจากนี้ มีการปรับค่าผลประโยชน์
ตอบแทนรายปีที่จ่ายให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในส่วนของรายได้จากการ
ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท Postpaid เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 30 ตั้งแต่
เดือนตุลาคม 2548 อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทมีการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ได้ดีขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในปี 2548 ลดลงร้อยละ 8.7 จากปี 2547 โดยมีค่าใช้จ่ายในการ
สำรองหนี้สูญลดลง รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดลดลง
นอกจากนี้ ในปี 2548 กลุ่มบริษัทมีภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการรับรู้
รายได้เพื่อคำนวณภาษีของบัตรเติมเงิน จากเมื่อจำหน่ายบัตรมาเป็นเมื่อลูกค้าเติมเงิน
รายได้รวม
รายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ และรายได้จากการขายเป็นรายได้หลักของบริษัทและ
บริษัทย่อย ซึ่งแหล่งของรายได้ดังกล่าวมาจากธุรกิจ 3 ประเภท คือ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่
ธุรกิจบริการสื่อสารข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ และธุรกิจศูนย์ให้ข่าวสารทางโทรศัพท์
ตาราง: รายได้แยกตามประเภทธุรกิจ
ปี 2548 ปี 2547
ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
รายได้จากค่าบริการและการให้เช่าอุปกรณ์
โทรศัพท์เคลื่อนที่ 79,976 86.4 83,912 87.0
ข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ 553 0.6 477 0.5
ศูนย์ให้ข่าวสารทางโทรศัพท์ 5 0.0 6 0.0
รวม 80,534 87.0 84,395 87.5
รายได้จากการขาย
โทรศัพท์เคลื่อนที่ 11,979 12.9 12,032 12.5
ข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ 4 0.1 10 0.0
รวม 11,983 13.0 12,043 12.5
ยอดรวม 92,517 100.0 96,437 100.0
- รายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์
ในปี 2548 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการจำนวน 80,534 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.6 จาก
84,395 ล้านบาทในปี 2547 เป็นผลจากการแข่งขันในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มี
การออกโปรโมชั่นลดราคาที่รุนแรงในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2548 ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อ
เลขหมาย(Average Revenue per User: ARPU) ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ
GSM Advance, One-2-Call! และ GSM 1800 ในปี 2548 ลดลงจากปี 2547 มาอยู่ที่
1,127 บาท 315 บาท และ 973 บาท ตามลำดับ
ตาราง: แสดงจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และรายได้เฉลี่ยสุทธิต่อเดือนของผู้ใช้บริการ 1 ราย
จำนวนผู้ใช้บริการที่ จำนวนผู้ใช้บริการสะสม รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ
เพิ่มขึ้นสุทธิ (ราย) (ราย) (บาท / เดือน)
GSM GSM GSM GSM GSM GSM
Advance One-2-Call!1800 Advance One-2-Call!1800 AdvanceOne-2-Call!1800
ปี 2547 32,100 1,939,900 (27,200)1,947,900 13,063,700 172,400 1,233 359 1,104
ปี 2548 (84,600)1,345,500(36,000)1,863,300 14,409,200 136,400 1,127 315 973
ในปี 2548 มีการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการของบริษัทเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านคน จากปี 2547
โดยการเติบโตชะลอตัวเนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงในช่วงต้นปี ทำให้มีผลกระทบ
ต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค แม้ว่าบริษัทจะมีจำนวนผู้ใช้บริการสูงขึ้น แต่ไม่สามารถชดเชย
กับราคาค่าบริการที่ลดลงจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงได้
- รายได้จากการขาย
กลุ่มบริษัท มีรายได้จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงเล็กน้อยจาก 12,032 ล้านบาทในปี 2547
เป็น 11,979 ล้านบาทในปีนี้ ทั้งๆ ที่ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงขึ้น แต่ราคาต่อหน่วยลดลง
เนื่องจากลูกค้ามีการตอบรับที่ดีสำหรับราคาเครื่องที่ไม่สูงมาก
ต้นทุน
ต้นทุนรวม ของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย ต้นทุนค่าบริการและการให้เช่าอุปกรณ์ ผลประโยชน์ตอบแทน
รายปีและภาษีสรรพสามิต และต้นทุนขาย ซึ่งในปี 2548 กลุ่มบริษัท มีต้นทุนรวม 54,198 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจาก 52,995 ล้านบาทในปี 2547 หรือเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.3
- ต้นทุนจากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์
กลุ่มบริษัท มีต้นทุนจากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ ในปี 2548 เป็น 24,205 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 จาก 22,415 ล้านบาทในปี 2547 สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่าย
ตัดจ่ายในอุปกรณ์โครงข่ายภายใต้สัญญาสัมปทานเนื่องจากมีการลงทุนเพิ่มในโครงข่าย นอกจากนี้
มีการขยายการดำเนินงานเข้าสู่ธุรกิจ Buddy Broadband โดยส่งผลให้มีต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
- ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปี และภาษีสรรพสามิต มีจำนวน 19,215 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.8
ในปี 2548 เกิดจากรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม
มีการปรับอัตราผลประโยชน์ตอบแทนจ่ายให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในส่วนของ
รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท Postpaid จากร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ
30 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548
กำไรขั้นต้นจากรายได้ค่าบริการและให้เช่าอุปกรณ์ สำหรับปี 2548 และปี 2547 เป็นอัตรา
ร้อยละ 46.1 และ 49.8 ตามลำดับ อันเป็นผลจากที่ได้กล่าวข้างต้น
- ต้นทุนขาย
ต้นทุนขาย เป็นต้นทุนหลักของต้นทุนขาย ซึ่งในปี 2548 กลุ่มบริษัท มีต้นทุนขายโทรศัพท์เคลื่อนที่และ
อุปกรณ์เพิ่มขึ้น 167 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.6 จาก 10,611 ล้านบาท ในปี 2547 เป็น 10,778
ล้านบาท
อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายเท่ากับร้อยละ 10.1 ในปี 2548 ลดลงจากร้อยละ 11.9 ในปี 2547
เนื่องจากการแข่งขันสูงในด้านการจัดจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาด
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
กลุ่มบริษัท มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ลดลงจาก 11,027 ล้านบาทในปี 2547 เป็น 10,067
ล้านบาทในปี 2548 ลดลงจำนวนเงิน 960 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.7 มีสาเหตุหลักจาก
1. กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดลดลง 824 ล้านบาทหรือร้อยละ 23.5 จากการบริหารจัดการ
เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายโดยในปี 2548 ค่าใช้จ่ายทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 2.9 ของรายได้รวม
2. ค่าใช้จ่ายหนี้สูญและสำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลง 252 ล้านบาทจากปีก่อน เนื่องจากการ
บริหารหนี้และการจัดเก็บเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. ในปี 2547 บริษัทบริจาคเงินให้แก่ผู้ประสบภัยสึนามิ จำนวน 120 ล้านบาท
ดอกเบี้ยจ่าย
กลุ่มบริษัท มีดอกเบี้ยจ่ายลดลงจาก 2,129 ล้านบาทในปี 2547 เป็น 1,529 ล้านบาท
เนื่องจากมีการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวตามกำหนดจำนวนเงิน 4,000 ล้านบาท
ภาษีเงินได้
ในปี 2547 มีภาษีเงินได้ 10,601 ล้านบาท ลดลงเหลือ 8,435 ล้านบาทในปี 2548 หรือลดลง
2,166 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมารายได้ลดลงและมีการเปลี่ยนการรับรู้รายได้
เพื่อคำนวณภาษีของบัตรเติมเงินจากเมื่อจำหน่ายบัตรเป็นเมื่อลูกค้าเติมเงิน
กำไรสุทธิ
กลุ่มบริษัท มีกำไรสุทธิ 18,909 ล้านบาท ในปี 2548 ลดลงจาก 20,258 ล้านบาท ในปี 2547
หรือลดลงร้อยละ 6.7 โดยเป็นผลจากที่ได้กล่าวข้างต้น
ฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัท
1. สินทรัพย์
กลุ่มบริษัท มีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2548 จำนวน 119,014 ล้านบาท ลดลง 2,154 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2547 ที่มีจำนวน 121,168 ล้านบาท สำหรับสินทรัพย์รวม ณ
สิ้นปีนี้ประกอบด้วยสินทรัพย์หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 17.1 และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ
82.9 โดยมีรายละเอียดของสินทรัพย์หมุนเวียนและไม่หมุนเวียนที่สำคัญดังนี้
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
กลุ่มบริษัท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ 11,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,007 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.2 จากสิ้นปี 2547 ที่มีจำนวน 9,449 ล้านบาท โดยกระแสเงินสดจาก
กิจกรรมดำเนินงานในปี 2548 มีจำนวน 33,591 ล้านบาท ลดลง 5,341 ล้านบาทเทียบกับปี
2547 เนื่องจากมีรายการเงินฝากธนาคารที่ต้องสำรองตามกฏหมายของธนาคารแห่ง
ประเทศไทยจากการดำเนินธุรกิจบัตรเงินสดของบริษัทย่อย จำนวน 4,690 ล้านบาท
ในขณะที่กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมการลงทุนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการลงทุนด้านโครงข่ายเพิ่มขึ้น
และกระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงินลดลง แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มสูงขึ้น
แต่มีการภาระการชำระคืนเงินกู้ลดลง รวมถึงมีเงินรับจากผู้ถือหุ้นส่วนน้อยจากการออกหุ้น
เพิ่มทุนของบริษัทลูกแห่งหนึ่ง จำนวน 315 ล้านบาท สำหรับยอดเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
ณ สิ้นปี 2548 ต้องหักรายการเงินฝากธนาคารที่ต้องสำรองไว้ดังที่กล่าวข้างต้น
เพื่อการเปรียบเทียบกับเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในงบกระแสเงินสดรวมของปี 2548
- ลูกหนี้การค้าสุทธิ
กลุ่มบริษัท มีลูกหนี้การค้าสุทธิ 4,526 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 ลดลงร้อยละ 21.4 จาก 5,761
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าเป็น 15.6 เท่าในปี 2548 เพิ่มขึ้นจาก
14.49 เท่าในปี 2547
- สินค้าคงเหลือสุทธิ
ณ สิ้นปี 2548 กลุ่มบริษัทมีสินค้าคงเหลือ 1,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119 ล้านบาท หรือจาก 1,037
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 อัตราส่วนหมุนเวียนของสินค้าคงเหลืออยู่ที่ 10.28 เท่า ลดลงเป็น 9.83
เท่าในปีนี้ เนื่องจากการบริหารสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับ
การเปลี่ยนแปลงของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่
- สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ณ สิ้นปี 2548 เท่ากับ 2,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 333 ล้านบาท จาก 2,382
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 โดยรายการหลักประกอบด้วยลูกหนี้-ค่าบัตรเติมเงิน 1,266 ล้านบาท
และค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า 887 ล้านบาท
- ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ - สุทธิ(รวมคอมพิวเตอร์ ซอฟแวร์)
ณ สิ้นปี 2548 กลุ่มบริษัท มียอดสินทรัพย์ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์จำนวน 9,700 ล้านบาท ลดลง
1,918 ล้านบาทจากสิ้นปี 2547 ที่มีจำนวน 11,618 ล้านบาท เนื่องจากการลงทุนเพิ่ม
ในสินทรัพย์ต่ำกว่าค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นระหว่างปี
กลุ่มบริษัทมีนโยบายในการสอบทานมูลค่าสินทรัพย์เป็นประจำทุกปี และทบทวนการด้อยค่าเพื่อ
พิจารณาผลต่อรายการขาดทุนจากการด้อยค่า ทั้งนี้เพื่อที่จะให้งบการเงินสะท้อนถึงคุณภาพ
ของสินทรัพย์ให้ใกล้เคียงกับมูลค่าที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตของสินทรัพย์นั้น
- สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน - สุทธิ
ต้นทุนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นประเภทหลักของรายการสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน ซึ่ง
ณ สิ้นปี 2548 สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิเป็นจำนวน 75,843 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก
75,658 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547
2. การวิเคราะห์หนี้สิน
ณ สิ้นปี 2548 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวมเป็นจำนวน 47,933 ลดลง 5,148 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ
สิ้นปี 2547 ที่มีจำนวน 53,080 ล้านบาท ซึ่งหนี้สินรวมจะประกอบด้วยหนี้สินหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ
76.4 และหนี้สินไม่หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของหนี้สินรวม สัดส่วนของหนี้สินหมุนเวียน
ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากถึงกำหนดเวลาการชำระคืนของหุ้นกู้ระยะยาวในส่วนภายใน 1 ปี เพิ่มขึ้น
โดยมีรายละเอียดหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียนดังนี้
- เจ้าหนี้การค้า
เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นปี 2548 จำนวน 4,520 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2547 ที่มีจำนวน
4,790 ล้านบาท โดยอัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้ของปี 2548 เป็น 7.51 เท่า เพิ่มขึ้นจากปี 2547
ที่อยู่ในระดับ 6.29 เท่า
- ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตค้างจ่าย
ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน เป็นค่าธรรมเนียมในการได้รับสิทธิในสัญญาสัมปทานระบบดิจิตอล GSM 1800
ของบริษัทย่อย ซึ่ง ณ สิ้นปี 2548 มีค่าสิทธิสัญญาสัมปทานค้างจ่ายและดอกเบี้ยค้างจ่าย แก่บริษัท
โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)("TAC") เป็นจำนวนเงิน 4,739 ล้านบาท ซึ่ง
ตั้งแต่ปี 2545 บริษัทไม่ได้ชำระค่าสิทธิสัญญาสัมปทานค้างจ่าย และอยู่ในระหว่างการเจรจา
เพื่อขอลดค่าสิทธิสัญญาสัมปทานและดอกเบี้ยค้างจ่าย และในปี 2546 TAC ได้ยื่นคำร้องต่อ
อนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกร้องให้บริษัทย่อยชำระหนี้ โดยทั้งนี้บริษัทย่อยได้แต่งตั้งทนาย
และยื่นอุทธรณ์ต่ออนุญาโตตุลาการ และกระบวนการดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด
ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตค้างจ่าย เพิ่มขึ้นจาก 7,017
ล้านบาทในปี 2547 เป็น 7,354 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 หรือเพิ่มขึ้น 337 ล้านบาท โดยใน
เดือนตุลาคม 2548 มีการเปลี่ยนอัตราผลตอบแทนรายปีของรายได้ระบบ Postpaid ที่จ่ายให้แก่
บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 30 ซึ่งจะคงอัตรานี้ไป 5 ปี
- หุ้นกู้และเงินกู้ยืม
หุ้นกู้และเงินกู้ยืม ประกอบด้วย หุ้นกู้ระยะยาว และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน โดยกลุ่มบริษัท
มีหุ้นกู้และเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น ณ สิ้นปี 2548 จำนวน 25,451 ล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 29,521
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 โดยในระหว่างปี 2548 กลุ่มบริษัทได้ชำระคืนหุ้นกู้ระยะยาว
ตามกำหนดระยะเวลา จำนวน 4,000 ล้านบาท ในส่วนของหนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงิน
ในระหว่างปี กลุ่มบริษัทได้จ่ายคืนเงินต้นของสัญญาเช่าทางการเงินระยะยาว จำนวน 103 ล้านบาท
และทำสัญญาเช่าทางการเงินเพิ่ม จำนวน 8 ล้านบาท
ณ สิ้นปี 2548 กลุ่มบริษัท มียอดหุ้นกู้และหนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
จำนวน 14,241 ล้านบาท และส่วนที่กำหนดชำระเกินกว่า 1 ปี จำนวน 11,210 ล้านบาท
- หนี้สินหมุนเวียนอื่น
กลุ่มบริษัท มีหนี้สินหมุนเวียนอื่น ลดลงจาก 11,213 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 เป็น 10,415 ล้านบาท
ณ สิ้นปี 2548 ซึ่งรายการส่วนใหญ่จะประกอบด้วย รายได้รับล่วงหน้าจากการให้บริการโทรศัพท์
เคลื่อนที่แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า และภาษีเงินได้ค้างจ่าย จำนวน
2,198 ล้านบาท 3,315 ล้านบาท และ 2,992 ล้านบาท ตามลำดับ
3. การวิเคราะห์ส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ สิ้นปี 2548 กลุ่มบริษัท มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 71,081 ล้านบาท ประกอบด้วยทุนที่ชำระแล้ว
2,951 ล้านบาท และส่วนเกินมูลค่าหุ้น 20,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 68,087 ล้านบาท ณ
สิ้นปี 2547 อันเกิดจากบริษัทได้ออกหุ้นเพิ่มเพื่อรองรับการใช้สิทธิจากใบสำคัญแสดงสิทธิ
ตามโครงการผลตอบแทนแก่พนักงานเป็นจำนวนเงินรวม 265 ล้านบาท และมีเงินรับล่วงหน้าชำระ
ค่าหุ้นเป็นเงิน 25 ล้านบาท
กำไรสะสม 45,817 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2548 เพิ่มขึ้นจาก 43,483 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547
เป็นผลจากกำไรสุทธิและเงินปันผลจ่ายในปี 2548 โดยกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิในปีนี้ จำนวน
18,909 ล้านบาท โดยมีผลการดำเนินงานลดลงจากกำไรสุทธิในปี 2547 คือ 20,258 ล้านบาท
และบริษัทได้จ่ายเงินปันผล 2 ครั้งรวมทั้งสิ้น 16,492 ล้านบาท ในอัตราหุ้นละ 2.60 บาท และ
3.00 บาท ตามลำดับ
บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันต่างๆ ณ สิ้นปี 2548
บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ดังนี้
1. ระดับ A- สำหรับ Foreign และ Local Currency จากการจัดอันดับของ Standard
& Poor's Rating Services เปลี่ยนแปลงจาก ระดับ BBB+ ในปี 2547
2. ระดับ AA สำหรับ บริษัท และตราสารหนี้หุ้นกู้ของบริษัท จากการจัดอันดับของ บริษัท ทริสเรทติ้ง
จำกัด คงระดับเดิมจากปี 2546 และ ปี 2547
4. การวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุน
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ดีขึ้นจากที่ระดับ 0.78 เท่า ณ สิ้นปี 2547 เป็น 0.67 เท่า
ณ สิ้นปี 2548 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของหนี้สินรวม อันเป็นผลจากการชำระคืนหุ้นกู้ 4,000
ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัท มีนโยบายในการรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
ให้อยู่ไม่เกิน 2 ต่อ 1
5. การวิเคราะห์สภาพคล่อง
ปี 2548 กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดรับ-สุทธิจากกิจการดำเนินงาน 33,591 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงลดลง
จากปี 2547 จำนวน 5,341 ล้านบาท โดยมีเงินฝากธนาคารที่ต้องสำรองตามกฏหมาย
ของธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 4,690 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดจากการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก
13,107 ล้านบาท เป็น 16,263 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินลดลงจาก
25,008 ล้านบาท เหลือ 20,024 ล้านบาท โดยในปีนี้แม้ว่าเงินปันผลจ่ายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 16,492
แต่การจ่ายคืนเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวลดลง รวมถึงการออกหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทลูกแห่งหนึ่ง
โดยมีเงินสดรับจากส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย จำนวน 315 ล้านบาท
อัตราส่วนสภาพคล่องลดลงจากระดับ 0.69 เท่าในปี 2547 เป็น 0.56 เท่าในปีนี้ ขณะที่อัตราส่วน
สภาพคล่องกระแสเงินสดลดลงจากระดับ 1.42 เท่า เป็น 0.92 เท่าในปีนี้ กลุ่มบริษัทมีระยะเวลา
ในการจัดเก็บหนี้เฉลี่ยดีขึ้นจาก 25 วันในปี 2547 เป็น 23 วันในปีนี้ ระยะเวลาในการขายเฉลี่ย
จาก 35 วันเป็น 37 วันในปีนี้ ระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยจาก 57 วันเหลือ 48 วัน
6. การวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้
ในด้านความสามารถในการชำระดอกเบี้ย นั้น กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระ
ดอกเบี้ยดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระดับ 25.75 เท่า ณ ปี 2547 มาอยู่ที่ระดับ 34.78 เท่า ณ ปี
2548 ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดรับสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ในระดับสูง
และจากการชำระคืนเงินต้นของหุ้นกู้ตามกำหนดเวลา