คำอธิบายและวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานประจำปี 2547
17 กุมภาพันธ์ 2548
คำอธิบายและบทวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
ภาพรวมของกลุ่มบริษัท
ณ สิ้นปี 2547 บริษัทและบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) มีจำนวนผู้ใช้บริการในระบบรวมทั้งสิ้น
ประมาณ 15,184,000 ราย เพิ่มขึ้นสุทธิ จำนวน 1,944,800 ราย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ
14.7 จากจำนวนผู้ใช้บริการ 13,239,200 ราย ณ สิ้นปี 2546 แบ่งเป็นผู้ใช้บริการ
ระบบดิจิตอล GSM 2,120,300 ราย (GSM advance และ GSM1800) และระบบ
One-2-Call! 13,063,700 ราย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด ในปี 2547 อยู่ในระดับ
ร้อยละ 57.1 ลดลงร้อยละ 2.9 จากปีก่อน เนื่องจาก กลุ่มบริษัทมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่
มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ให้ความสนใจในด้านการให้บริการที่ดีและหลากหลายในราคาที่
หมาะสมมากกว่ากลุ่มลูกค้าที่เน้นเฉพาะด้านราคาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของคู่แข่ง กลุ่มบริษัท
มีวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจเพื่อที่จะรักษาระดับการเติบโตของรายได้และความสามารถ
ในการทำกำไรมากกว่าการมุ่งรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด กลุ่มบริษัทได้นำเสนอบริการที่
หลากหลายรวมถึงกลยุทธ์การดูแลลูกค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
เพื่อที่จะรักษาฐานผู้ใช้บริการ โดยยังคงเน้นคุณค่าของการให้บริการโทรศัพท์ผ่านเครือข่าย
ที่มีคุณภาพและคลอบคลุมทุกพื้นที่
ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นจากความสามารถในการรักษาลูกค้าที่มีคุณภาพดี เป็นผล
ให้กลุ่มบริษัทมีกำไรก่อนภาษี ในปี 2547 เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 โดยมีสาเหตุมาจาก
1.รายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ซึ่งมาจากรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 14
2.ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารที่ลดลง
ภาษีเงินได้ในปี 2547 เพิ่มขึ้นร้อยละ 41 จากปีก่อน เนื่องจาก ในปี 2546 กลุ่มบริษัท
ได้รับประโยชน์ทางภาษีจากขาดทุนสะสมยกมาของบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด เป็นผลให้
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 จาก 18,529 ล้านบาทเป็น 20,258 ล้านบาท ในปี 2547
รายได้รวม
รายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ และรายได้จากการขายเป็นรายได้หลักของ
บริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งแหล่งของรายได้ดังกล่าวมาจากธุรกิจ 3 ประเภท คือ ธุรกิจ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจบริการสื่อสารข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ และธุรกิจศูนย์ให้ข่าวสาร
ทางโทรศัพท์
ตาราง: รายได้แยกตามประเภทธุรกิจ
ปี 2546 ปี 2547
ล้านบาท ร้อยละ ล้านบาท ร้อยละ
รายได้จากค่าบริการและ
การให้เช่าอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ 73,337 82.0 83,912 87.0
ข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ 392 0.4 477 0.5
ศูนย์ให้ข่าวสารทางโทรศัพท์ 21 0.0 6 0.0
รวม 73,750 82.4 84,395 87.5
รายได้จากการขาย
โทรศัพท์เคลื่อนที่ 15,735 17.6 12,032 12.5
ข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ 7 0.0 10 0.0
รวม 15,742 17.6 12,043 12.5
ยอดรวม 89,492 100.0 96,437 100.0
- รายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์
รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นรายได้หลักของรายได้จากการให้บริการและ
ให้เช่าอุปกรณ์ บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจาก
73,337 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 83,912 ล้านบาทในปี 2547 โดยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ
14.4 เป็นผลจากตลาดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตลอดปี 2547
บริษัทได้พัฒนาบริการเสริมใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น Calling Melody รวมทั้ง
รายการส่งเสริมการขาย "Sawasdee" และ "Freedom Choice,s" ที่ตอบสนองความ
ต้องการเฉพาะกลุ่มทั้งในด้านรูปแบบกลุ่มของบริการที่นำเสนอและอัตราค่าบริการที่สอดคล้อง
กับผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม รวมทั้งการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยการนำเสนอโปรแกรม
ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
รายได้รวม ปี 2546 ตามงบการเงิน เป็นเงิน 89,644 ล้านบาท สูงกว่าตามตารางรายได้
ข้างต้น 152 ล้านบาท เนื่องจาก ผู้สอบบัญชีได้ปรับปรุงโอนรายการรายได้จากการดำเนินงานอื่น
เป็นรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบงบการเงิน
ตาราง: แสดงจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และรายได้เฉลี่ยสุทธิ
ต่อเดือนของผู้ใช้บริการ 1 ราย
จำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสุทธิ (ราย)
NMT 900 GSM Advance One-2-Call! GSM 1800
ปี 2546 (3,400) (317,900) 2,987,600 (89,600)
ปี 2547 - 32,100 1,939,900 (27,200)
จำนวนผู้ใช้บริการสะสม (ราย)
NMT 900 GSM Advance One-2-Call! GSM 1800
ปี 2546 - 1,915,800 11,123,800 199,600
ปี 2547 - 1,947,900 13,063,700 172,400
รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ(บาท/เดือน)
NMT 900 GSM Advance One-2-Call! GSM 1800
ปี 2546 - 1,187 341 1,102
ปี 2547 - 1,233 359 1,104
จากตารางจะเห็นได้ว่า ฐานผู้ใช้บริการมีการเติบโตอย่างมาก โดยผู้ใช้บริการในระบบ
One-2-Call! มีฐานผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 11.1 ล้านราย เป็น 13.1 ล้านราย
ณ สิ้นปี 2547
ในด้านของรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (Average Revenue per User: ARPU) ของผู้ใช้
บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ GSM Advance, One-2-Call! และ GSM 1800 ในปี 2547
อยู่ที่ระดับ 1,233 บาท 359 บาท และ 1,104 บาทตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจาก
ปริมาณการใช้บริการพื้นฐานและบริการเสริมที่เพิ่มขึ้น จากการนำเสนอบริการเสริมที่หลากหลาย
รายการส่งเสริมการขายที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้บริการในแต่ละกลุ่ม
- รายได้จากการขาย
รายได้จากการขาย โดยส่วนใหญ่เกิดจากการขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ กลุ่มบริษัท
มีรายได้จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงจาก 15,735 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 12,032
ล้านบาทในปีนี้ เนื่องจากการปรับราคาขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อหน่วยลดลง จากสภาพการ
แข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น และปริมาณการขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลง รวมทั้งการเติบโต
อย่างรวดเร็วของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มือสอง ซึ่งมิใช่สินค้าของกลุ่มบริษัท
ต้นทุน
ต้นทุนรวม ของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย ต้นทุนค่าบริการและการให้เช่าอุปกรณ์ ผลประโยชน์
ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต และต้นทุนขาย ซึ่งในปี 2547 กลุ่มบริษัท มีต้นทุนรวม
52,996 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 49,419 ล้านบาทในปี 2546 หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา
ร้อยละ 7.2
- ต้นทุนจากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์
กลุ่มบริษัท มีต้นทุนจากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ ในปี 2547 เป็น 22,415 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 จาก 19,352 ล้านบาทในปี 2546 เกิดจากค่าใช้จ่ายตัดจ่ายในอุปกรณ์
ภายใต้สัญญาสัมปทานและอุปกรณ์สำหรับบริการเสริมเพิ่มขึ้น จากการลงทุนในอุปกรณ์เครือข่าย
โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต
จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลประโยชน์
ตอบแทนรายปี และภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวสำหรับปี
2547 มีจำนวนเงิน 19,970 ล้านบาท ปี 2546 มีจำนวนเงิน 17,726 ล้านบาท
กำไรขั้นต้นจากรายได้ค่าบริการและให้เช่าอุปกรณ์ สำหรับปี 2547 และปี 2546 เป็นอัตรา
ร้อยละ 49.8และ 49.7 ตามลำดับ อันเป็นผลจากที่ได้กล่าวข้างต้น
- ต้นทุนขาย
ต้นทุนขายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ เป็นต้นทุนหลักของต้นทุนขาย ซึ่งในปี 2547 กลุ่มบริษัท
มีต้นทุนขาย 10,611 ล้านบาท ลดลงจาก 12,341 ล้านบาท ในปี 2546 อันเนื่องมาจาก
ปริมาณการขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลง
อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายเท่ากับร้อยละ 11.9 ในปี 2547 ลดลงจากร้อยละ 21.6 ในปี
2546 การที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายในปี 2547 ลดลงอย่างมาก เนื่องมาจากการปรับ
ราคาขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อหน่วยลดลง จากสภาพการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้น
รวมทั้งผู้ผลิตได้นำเสนอเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครื่อง
โทรศัพท์เคลื่อนที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
กลุ่มบริษัท มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ลดลงจาก 12,320 ล้านบาทในปี 2546 เป็น
11,028 ล้านบาทในปี 2547 หรือลดลงในอัตราร้อยละ 10.5 ซึ่งการลดลงในปี 2547
เมื่อเทียบกับ ปี 2546 มีสาเหตุหลักมาจาก
1. ในปี 2547 กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายหนี้สูญและสำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลง 1,512 ล้านบาท
จากปีก่อน เนื่องจากความสามารถในการบริหารหนี้และการจัดเก็บเงินมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้น 312 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10%
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายทางการตลาดต่อรายได้รวม ในปี 2547 คิดเป็น 3.6%
ของรายได้รวม ซึ่งเป็นสัดส่วนเดียวกับปี 2546
2. ในระหว่างปี 2546 บริษัทย่อยได้ตัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน
294 ล้านบาท อันเกิดจากความล้าสมัยในเทคโนโลยี รวมทั้งขาดทุนจากการตัดจำหน่าย
อุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 598 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากบริษัทย่อยตัดจำหน่าย
ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมสถานีฐาน และ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ที่ได้บันทึกไว้เป็น
สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานไปเป็นค่าใช้จ่ายในปี 2546 อันเป็นผลจากการจัดการ
อุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดอกเบี้ยจ่าย
กลุ่มบริษัท มีดอกเบี้ยจ่ายลดลงจาก 2,579 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 2,129 ล้านบาทในปีนี้
จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวตามกำหนด มีจำนวนเงิน 8,000 ล้านบาท และ
1,970 ล้านบาท ตามลำดับ และจ่ายคืนเงินกู้ระยะยาวก่อนกำหนด มีจำนวนเงิน 2,957 ล้านบาท
ภาษีเงินได้
ภาษีเงินได้ ในปี 2547 เป็น 10,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2546 จากการที่กำไร
ก่อนภาษีเงินได้ของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
1. ในปี 2547 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ในอัตราร้อยละ 7.8 รวมทั้ง
การที่บริษัทได้รับเงินคืนภาษีเงินได้ของปี 2544 ในปีนี้ เนื่องจาก บริษัทได้รับข้อสรุป
ของข้อหารือจากกรมสรรพากรให้คำนวณผลประโยชน์ตอบแทนจากเปอร์เซ็นต์ของรายได้
จากการขายบัตรเติมเงิน แทนการคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการใช้บริการ
ของลูกค้าเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี
2. ในปี 2546 บริษัทย่อยได้ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากขาดทุนสะสมยกมาของบริษัทย่อยที่
กล่าวข้างต้นครบในปีนี้
กำไรสุทธิ
กลุ่มบริษัท มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 18,529 ล้านบาท ในปี 2546 และเป็น 20,258 ล้านบาท
ในปี 2547 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 ซึ่งเป็นผลจากที่ได้กล่าวข้างต้น
ฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัท
1. สินทรัพย์
กลุ่มบริษัท มีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 121,168 ล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2546
จำนวน 124,949 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.0 สำหรับสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีนี้ประกอบด้วย
สินทรัพย์หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 15.8 และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 84.2
โดยมีรายละเอียดของสินทรัพย์หมุนเวียนและไม่หมุนเวียนที่สำคัญดังนี้
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
กลุ่มบริษัท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ 9,449 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 812 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 จากปี 2546 ที่มีจำนวน 8,637 ล้านบาท เนื่องจาก กลุ่มบริษัทมี
กระแสเงินสดรับสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานมากกว่ากระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมลงทุนและ
กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงิน การเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดรับสุทธิจากกิจกรรม
ดำเนินงาน เป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้ และการชะลอการลงทุนในอุปกรณ์เครือข่าย
โทรศัพท์เคลื่อนที่
- ลูกหนี้การค้าสุทธิ
กลุ่มบริษัท มีลูกหนี้การค้าสุทธิ 5,761 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 เพิ่มขึ้น 302 ล้านบาท หรือ
เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 จาก 5,459 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546 การที่ลูกหนี้การค้าสุทธิ ณ สิ้นปี
2547 ไม่เพิ่มขึ้นมาก ทั้งที่กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจาก การขยายตัวของ
รายได้ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชำระ
ค่าบริการล่วงหน้า ประกอบกับการพิจารณาเงื่อนไขการระงับการให้บริการชั่วคราวให้มี
ความสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ที่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2545
จากการที่กลุ่มบริษัท มีความสามารถในการจัดเก็บเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นผลให้
อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้ามีแนวโน้มเร็วขึ้น จาก 11.07 เท่าในปี 2546 เป็น 14.49
เท่าในปีนี้
- สินค้าคงเหลือสุทธิ
ณ สิ้นปี 2547 กลุ่มบริษัทมีสินค้าคงเหลือ 1,037 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,027 ล้านบาท
ณ สิ้นปี 2546 โดยมีอัตราส่วนหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือในปี 2547 อยู่ที่ระดับ 10.28 เท่า
เร็วขึ้นจาก ระดับ 8.26 เท่า ในปี 2546 อันเป็นผลจากการบริหารสินค้าคงเหลืออย่างมี
ประสิทธิภาพ แต่เนื่องจาก บริษัทย่อยต้องสำรองเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีตราสินค้าหลากหลาย
จำนวนรุ่นมาก และค่อนข้างล้าสมัยเร็ว ทำให้บริษัทย่อยต้องบันทึกค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยเพิ่มขึ้น
- สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ณ สิ้นปี 2547 เท่ากับ 2,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 572 ล้านบาท จาก
1,810 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546 โดยสาเหตุหลักมาจากลูกหนี้อื่น และค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า
เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2546 จำนวน 244 ล้านบาท และ 210 ล้านบาท ตามลำดับ
- ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ - สุทธิ
กลุ่มบริษัท มีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์-สุทธิ ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 11,618 ล้านบาท ลดลง
502 ล้านบาทจากสิ้นปี 2546 ที่มีจำนวน 12,120 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้ค่าเสื่อมราคา
และค่าตัดจำหน่ายที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ดังกล่าว
กลุ่มบริษัทมีนโยบายในการสอบทานมูลค่าสินทรัพย์เป็นประจำทุกปี และทบทวนการด้อยค่าเพื่อ
พิจารณาผลต่อรายการขาดทุนจากการด้อยค่า ทั้งนี้เพื่อที่จะให้งบการเงินสะท้อนถึงคุณภาพของ
สินทรัพย์ให้ใกล้เคียงกับมูลค่าที่จะได้รับประโยชน์คืนกลับมาจากสินทรัพย์นั้น
- สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน - สุทธิ
ต้นทุนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นประเภทหลักของรายการสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน
ซึ่ง ณ สิ้นปี 2547 สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิเป็นจำนวน 75,658 ล้านบาท ลดลงจาก
78,549 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546 เนื่องจาก ในปี 2547 กลุ่มบริษัทได้ลงทุนเพิ่มในอุปกรณ์
เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงจากในปี 2546 รวมทั้งค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภายใต้สัญญา
สัมปทานที่สูงขึ้น
2. การวิเคราะห์หนี้สิน
ณ สิ้นปี 2547 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวมเป็นจำนวน 53,080 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี
2546 ที่มีจำนวน 65,323 ล้านบาท ซึ่งหนี้สินรวมจะประกอบด้วยหนี้สินหมุนเวียนคิดเป็นร้อยละ
22.7 และหนี้สินไม่หมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 21.1 ของสินทรัพย์รวม โดยมีรายละเอียดหนี้สิน
หมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียนดังนี้
- เจ้าหนี้การค้า
เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 4,790 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2546 ที่มี
จำนวน 5,714 ล้านบาท โดยอัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้ ณ สิ้นปี 2547 ที่อยู่ในระดับ
6.29 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 4.74 เท่าในปี 2546
- ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตค้างจ่าย
ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน เป็นค่าธรรมเนียมในการได้รับสิทธิในสัญญาสัมปทานระบบดิจิตอล
GSM 1800 ของบริษัทย่อย ซึ่ง ณ สิ้นปี 2547 มีค่าสิทธิสัญญาสัมปทานค้างจ่ายและดอกเบี้ย
ค้างจ่าย แก่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)("TAC") เป็น
จำนวนเงิน 4,621 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ปี 2545 บริษัทไม่ได้ชำระค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน
ค้างจ่าย และอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอลดค่าสิทธิสัญญาสัมปทานและดอกเบี้ยค้างจ่าย
และในปี 2546 TAC ได้ยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกร้องให้บริษัทย่อยชำระหนี้
โดยทั้งนี้บริษัทย่อยได้แต่งตั้งทนายและยื่นอุทธรณ์ต่ออนุญาโตตุลาการ และกระบวนการดังกล่าว
ยังไม่สิ้นสุด
ค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตค้างจ่าย เพิ่มขึ้นจาก
6,810 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 7,017 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 หรือเพิ่มขึ้น 207 ล้านบาท
โดยมีสาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยค้างจ่ายของค่าสิทธิสัญญาสัมปทาน
- หุ้นกู้และเงินกู้ยืม
หุ้นกู้และเงินกู้ยืม ประกอบด้วย หุ้นกู้ระยะยาว เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันทางการเงิน
เงินกู้ยืมระยะยาว และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน โดยกลุ่มบริษัท มีหุ้นกู้และเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น
ณ สิ้นปี 2547 จำนวน 29,521 ล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 42,645 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546
โดยในระหว่างปี 2547 กลุ่มบริษัทได้ชำระคืนหุ้นกู้ระยะยาวและเงินกู้ยืมระยะยาวตามกำหนด
ระยะเวลา จำนวน 8,000 ล้านบาท และ 1,970 ล้านบาท ตามลำดับ ในส่วนของเงินกู้ยืม
ระยะสั้นและเงินกู้ยืมระยะยาว บริษัทย่อยได้ชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน
60 ล้านบาท และเงินกู้ยืมระยะยาวก่อนกำหนด จำนวน 2,957 ล้านบาท ในส่วนของหนี้สิน
ตามสัญญาเช่าทางการเงิน ในระหว่างปี กลุ่มบริษัทได้จ่ายคืนเงินต้นของสัญญาเช่าทางการเงิน
ระยะยาว จำนวน 142 ล้านบาท และทำสัญญาเช่าทางการเงินเพิ่ม จำนวน 7 ล้านบาท
ณ สิ้นปี 2547 กลุ่มบริษัท มียอดหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
จำนวน 4,073 ล้านบาท และหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวสุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภาย
ในหนึ่งปีจำนวน 25,448 ล้านบาท
- หนี้สินหมุนเวียนอื่น
กลุ่มบริษัท มีหนี้สินหมุนเวียนอื่น เพิ่มขึ้นจาก 9,512 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546 เป็น 11,213
ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 ซึ่งรายการส่วนใหญ่จะประกอบด้วย รายได้รับล่วงหน้าจากการให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า จำนวน 4,612 ล้านบาท และภาษีเงินได้ค้างจ่าย
4,414 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นมากจากปีก่อน เนื่องมาจาก บริษัทย่อยหลายแห่งเริ่มมีกำไรเพื่อ
ใช้คำนวณเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2547
3. การวิเคราะห์ส่วนของผู้ถือหุ้น
ณ สิ้นปี 2547 กลุ่มบริษัท มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 68,087 ล้านบาท ประกอบด้วยทุนที่ชำระแล้ว
2,945 ล้านบาท และส่วนเกินมูลค่าหุ้น 20,471 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 59,626 ล้านบาท
ณ สิ้นปี 2546 อันเกิดจากบริษัทได้ออกหุ้นเพิ่มเพื่อรองรับการใช้สิทธิจากใบสำคัญแสดงสิทธิ
เป็นจำนวนเงินรวม 308 ล้านบาท โดยเป็นจำนวนหุ้นที่ออกแล้วทั้งสิ้น 6.7 ล้านหุ้น และ
มีเงินรับล่วงหน้าชำระค่าหุ้นจำนวน 0.2 ล้านหุ้นเป็นเงิน 11 ล้านบาท และมีกำไรสะสม
35,720 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็น 43,483 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 เป็นผลจาก
กำไรสุทธิและเงินปันผลจ่ายในปี 2547 โดยกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิในปีนี้ จำนวน 20,258 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิในปี 2546 คือ 18,529 ล้านบาท และบริษัทได้จ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น
12,495 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 จ่าย 6,170 ล้านบาท ในอัตราหุ้นละ
2.10 บาท และเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2547 จ่าย 6,325 ล้านบาท ในอัตราหุ้นละ 2.15 บาท
ให้แก่ผู้ถือหุ้น
บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันต่างๆ ณ สิ้นปี 2547
บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ดังนี้
1. ระดับ BBB+ สำหรับ Foreign และ Local Currency จากการจัดอันดับของ
Standard & Poor's Rating Services เปลี่ยนแปลงจาก ระดับ BBB ในปี 2546
2. ระดับ AA สำหรับ บริษัท และ ตราสารหนี้หุ้นกู้ของบริษัท จากการจัดอันดับของ บริษัท
ทริสเรทติ้ง จำกัด คงระดับเดิมจากปี 2546
4. การวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุน
กลุ่มบริษัท มีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ดีขึ้นจากที่ระดับ 1.10 เท่า ณ สิ้นปี 2546
ลดลงเป็น 0.78 เท่า ณ สิ้นปีปัจจุบัน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของหนี้สินรวม
อันเป็นผลจากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืม รวม 13,129 ล้านบาท ประกอบกับผลการ
ดำเนินงานในปี 2547 ที่มีผลกำไรสุทธิ 20,258 ล้านบาท ซึ่งมีผลทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัท มีนโยบายในการรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
ให้อยู่ไม่เกิน 2 ต่อ 1
5. การวิเคราะห์สภาพคล่อง
ในปี 2547 กลุ่มบริษัท มีกระแสเงินสดรับ-สุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 38,932 ล้านบาท
ลดลงจากปี 2546 จำนวน 1,446 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ยังคง
เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่กระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมลงทุนลดลงจาก 16,366 ล้านบาท
ในปี 2546 เป็น 13,107 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2547 และกระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงิน
เป็น 25,008 ล้านบาท โดยจ่ายเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีจำนวน 19,419 ล้านบาท เนื่องจาก
เงินปันผลจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น และชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวจากที่ได้กล่าวข้างต้น
ส่งผลให้สิ้นปี 2547 กลุ่มบริษัทมีเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น 817 ล้านบาท
อัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้น จากระดับ 0.53 เท่า ณ สิ้นปี 2546 เป็น 0.69 เท่า ณ สิ้นปี
2547 แต่ในขณะที่อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.20 เท่า
ณ สิ้นปี 2546 เป็น 1.42 เท่า ณ สิ้นปี 2547 ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทมีระยะเวลาในการจัดเก็บหนี้
เฉลี่ยดีขึ้นจาก 33 วันในปี 2546 เป็น 25 วัน และระยะเวลาในการขายเฉลี่ยดีขึ้น จาก 44 วัน
ในปี 2546 มาเป็น 35 วัน ขณะที่ระยะเวลาในการชำระหนี้เฉลี่ยจาก 76 วันในปี 2546
มาเป็น 57 วัน โดยสรุปแล้ว กลุ่มบริษัทมีสภาพคล่องดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพียงพอต่อ
การดำเนินงาน
6. การวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้
ในด้านความสามารถในการชำระดอกเบี้ย นั้น กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระ
ดอกเบี้ยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 21.55 เท่า ณ สิ้นปี 2546 มาอยู่ที่ระดับ 25.77 เท่า
ณ สิ้นปี 2547 ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดรับสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ในระดับสูง
และจำนวนดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง จากการชำระคืนเงินต้นของหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว