คำอธิบายงบการเงินไตรมาสที่ 2/2546

08 สิงหาคม 2546
คำอธิบายการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน 1. ภาพรวม บริษัทและบริษัทย่อย มีจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพ์เคลื่อนที่ในระบบ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2546 เท่ากับ 12,263,200 รายแบ่งเป็นผู้ใช้บริการในระบบดิจิตอล GSM 2,235,700 ราย (GSM Advance และ GSM1800) และระบบ One-2-Call! 10,027,500 ราย โดยเพิ่มขึ้น 728,300 รายหรือร้อยละ 6.3 จาก ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2546 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.5 เมื่อเปรียบเทียบกับ ณ สิ้นไตรมาสเดียวกัน ของปีก่อน สำหรับส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทและบริษัทย่อยยังอยู่ในระดับร้อยละ 62 เท่ากับ ณ สิ้นไตรมาส แรกของปีนี้ โดยความต้องการในการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ One-2-Call! ในไตรมาสที่ 2 ปี 2546 ยังคงเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ในไตรมาสสอง ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 และกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และในไตรมาสนี้ บริษัทและบริษัทย่อยได้ตัดจำหน่ายอุปกรณ์ และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมเครือข่ายจำนวน 297ล้านบาท อันเกิดจากความล้าสมัยในเทคโนโลยี ที่มีอายุของ อุปกรณ์และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมมากกว่า 1 ปี โดยบันทึกเป็นต้นทุนค่าบริการและให้เช่าอุปกรณ์ (ซ่อมแซม และบำรุงรักษาอุปกรณ์โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่) อีกทั้งบริษัทได้ปรับปรุงภาษีเงินได้ในปีก่อน 251 ล้านบาท อันเกิดจากการเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายทางภาษีในส่วนของค่าส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดจากยอดขาย บัตรเติมเงินระบบ One-2-Call! ที่เดิมคิดจากปริมาณการใช้ เปลี่ยนเป็นคิดจากปริมาณการขาย 2. วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน 2.1. งบการเงินรวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน มิถุนายน 2546 เปรียบเทียบกับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2546 รายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์ จากความต้องการในการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้ฐานผู้ใช้บริการขยายตัวอย่าง ต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ One-2-Call! ส่งผล ให้ปริมาณการใช้บริการโดยรวมเพิ่มขึ้นตามลำดับจากต้นปี ทั้งนี้ในไตรมาสสอง ปี 2546 บริษัทและ บริษัทย่อย มีรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ จำนวน 18,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส แรกประมาณร้อยละ 3.3 รายได้จากการขาย ในไตรมาสที่ 2 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขาย 4,228 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส ก่อน 622 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.8 เนื่องจากจำนวนยอดขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลดลงเมื่อเทียบ จากไตรมาสก่อน ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนส่งผลให้ค่าส่วนแบ่ง ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตในไตรมาสสองเพิ่มขึ้น 240 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.6 เป็น 4,512 ล้านบาท จากไตรมาสที่ 1 ปี 2546 ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4,758 ล้านบาทในไตรมาสก่อนเป็น 4,796 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทและบริษัทย่อยมีรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินการปกติในไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2546 ดังนี้ 1. บริษัทได้ตัดจำหน่ายอุปกรณ์และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมเครือข่าย 170 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 และในไตรมาสที่ 2 บริษัทและบริษัทย่อยได้ตัดจำหน่ายอุปกรณ์และอะไหล่ดังกล่าว 297 ล้านบาท ซึ่งบันทึกเป็นค่าบำรุงและรักษาอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2. ในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 บริษัทเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการตัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบคอมพิวเตอร์ IN (Intelligence Network Equipment) จากเดิมระยะเวลา 5 ปี เป็น 3 ปี ตามประมาณ การอายุการใช้งานที่คาดไว้ โดยผลดังกล่าวทำให้ค่าตัดจำหน่ายของอุปกรณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น 124 ล้านบาทสำหรับปี 2545 ต้นทุนขาย บริษัทและบริษัทย่อยมีต้นทุนขายลดลงจาก 3,580 ล้านบาทในไตรมาสก่อน เป็น 3,418 ล้านบาท ลดลง 162 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.5 อันเป็นผลจากยอดขายที่ลดลง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ในไตรมาสที่ 2 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร 2,667 ล้านบาท ลดลง 375 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 12.3 จากไตรมาสที่ 1 ปี 2546 ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อย มีหนี้สูญลดลง 44 ล้านบาท และในไตรมาสที่ 1 ปี 2546 ได้มีการตั้งตัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์ เคลื่อนที่จำนวน 294 ล้านบาท ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้ของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 2 ปี 2546 เท่ากับ 1,757ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงภาษีเงินได้ของบริษัทในปีก่อน 251 ล้านบาท อันเกิดจากการเปลี่ยนวิธีการคำนวณ ค่าใช้จ่ายทางภาษีในส่วนของส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดจากยอดขายบัตรเติมเงินระบบ One-2-Call! ที่เดิม คิดจากปริมาณการใช้ เปลี่ยนเป็นคิดจากปริมาณการขายตามคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร ประกอบกับบริษัทย่อย ได้ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากขาดทุนสะสม เนื่องจากมีกำไรในปี 2546 กำไรสุทธิ ดังจากที่กล่าวข้างต้น บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 5,125ล้านบาท เพิ่มขึ้น 518ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน 2.2. งบการเงินรวมสำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน มิถุนายน 2546 เปรียบเทียบกับงวด 3 เดือน สิ้นสุดเดือน มิถุนายน 2545 รายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2545 ตลาดของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มีการขยายตัวเป็นอย่างมากทั้งนี้เกิดจาก ความต้องการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบจ่ายล่วงหน้า (Prepaid) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นความ สะดวกในการหาซื้อและราคาค่าบริการที่ถูกลง ทำให้ฐานลูกค้าของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเฉพาะระบบ One-2-Call! เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์ในไตรมาสนี้เพิ่มสูงขึ้น 3,782 ล้านบาท หรือร้อยละ 25.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน หรือเพิ่มจาก 14,624 ล้านบาทเป็น 18,406 ล้านบาท รายได้จากการขาย นับตั้งแต่ตลาดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ปลดล็อก IMEI (International Mobile Equipment Identity) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงในอุตสาหกรรมนี้ โดยราคาขายค่าเครื่องโทรศัพท์ เคลื่อนที่ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่าปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้นมากก็ตาม ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันใน ปีก่อนกับปีนี้ บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อย จาก 4,262 ล้านบาท เป็น 4,228 ล้านบาท ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิต เพิ่มขึ้น 774 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.7 เกิดจากรายได้ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจากที่กล่าวข้างต้น ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 1,239 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.8 จาก 3,557 ล้านบาทใน ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเป็น 4,796 ล้านบาท อันมีสาเหตุหลักจาก 1. ค่าใช้จ่ายต้นทุนอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 602 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยมีการลงทุนขยายเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ใช้ โทรศัพท์ที่มากขึ้น 2. ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 335 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่าย อุปกรณ์และอะไหล่เพื่อการซ่อมแซมเครือข่าย 297 ล้านบาท 3. ค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคของสถานีฐานเพิ่มขึ้น 265 ล้านบาท เนื่องจากจำนวนสถานีฐานและปริมาณ การใช้ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนขาย ในไตรมาสที่ 2 ปี 2546 บริษัทมีต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 181 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.6 จาก 3,237 ล้านบาทใน ไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็น 3,418 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารของบริษัทและบริษัทย่อยลดลง 1,162 ล้านบาท หรือร้อยละ 30.3 จาก 3,829 ล้านบาทในไตรมาสเดียวปีก่อน เป็น 2,667 ล้านบาท ทั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจาก 1. บริษัทและบริษัทย่อยตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนประมาณ 980 ล้านบาท 2. ค่าใช้จ่ายทางการตลาดลดลงจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ประมาณ 214 ล้านบาท ภาษีเงินได้ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนภาษีเงินได้ของบริษัทลดลงเล็กน้อยจาก 1,802 ล้านบาท เป็น 1,757 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลจาก 1. บริษัทย่อยได้ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากขาดทุนสะสม 2. บริษัทได้ปรับปรุงภาษีเงินได้ในปีก่อน 251 ล้านบาท อันเกิดจากการเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าใช้จ่าย ทางภาษีในส่วนของค่าส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดจากยอดขายบัตรเติมเงินระบบ One-2-Call! ที่เดิม คิดจากปริมาณการใช้ เปลี่ยนเป็นคิดจากปริมาณการขายตามคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร กำไรสุทธิ จากที่กล่าวข้างต้น บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 5,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,599 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 235.8 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันกับปีก่อน 3. วิเคราะห์ฐานะทางการเงิน 3.1. การวิเคราะห์สินทรัพย์ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราว จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์และรายได้จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำให้กระแส เงินสดสุทธิที่ได้รับจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และมากกว่ากระแสเงินสดสุทธิที่ใช้ไปเพื่อการลงทุนและในกิจกรรม จัดหาเงิน จึงทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 7,662 ล้านบาทและเงินลงทุนชั่วคราว 104 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ ณ สิ้นปี 2545 ที่มีเงินสดและรายการ เทียบเท่าเงินสด 4,069 ล้านบาท และเงินลงทุนชั่วคราว 62 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าสุทธิ บริษัทและบริษัทย่อย มีลูกหนี้การค้าสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ลดลงจาก 7,239 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 เป็น 5,811 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากสัดส่วนของผู้ใช้บริการแบบ prepaid มากขึ้น และระยะเวลาในการจัดเก็บหนี้ดีขึ้นจาก ปีก่อน โดยอยู่ที่ระดับ 28 วัน จาก 33 วัน ณ สิ้นปีก่อน สินค้าคงเหลือสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินค้าคงเหลือสุทธิ 3,034 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,073 ล้านบาทจากสิ้นปีก่อน แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือสุทธิดังกล่าวเป็นการรองรับจำนวนยอดขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่คาดว่าจะ เพิ่มขึ้น แต่อัตราส่วนหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือดีขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 31 วัน จาก 43 วัน ณ สิ้นปีก่อน ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิ มูลค่าที่ดิน อาคารและอุปกรณ์สุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2546 ลดลงจากสิ้นปีก่อน เนื่องจากในไตรมาสที่ 1 บริษัท และบริษัทย่อยปรับประมาณการอายุการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ IN (Intelligence Network) จากเดิมระยะเวลา 5 ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี และมีการลงทุนในที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2546 ไม่มากกว่าค่าเสื่อมราคาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันดังกล่าว สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ จากการลงทุนในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับฐานลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ขยายมากขึ้น ทำให้ สินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ เพิ่มขึ้นจาก 79,795 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 เป็น 81,260 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส ที่ 2 ปี 2546 3.2. การวิเคราะห์หนี้สิน หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2546 บริษัทและบริษัทได้ชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว 5,500 ล้านบาทและ 4,930 ล้านบาทตามลำดับ รวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 10,430 ล้านบาท และได้กู้เงินยืมระยะยาวเพิ่มขึ้น 3,943 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อย มีหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวรวมทั้งสิ้น 45,247 ล้านบาท โดยบันทึกไว้ในส่วนของหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี เป็นจำนวน 5,254 ล้านบาท และ 39,993 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนของผลประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีบริษัทและบริษัทย่อย มีส่วนของผล ประโยชน์ตอบแทนรายปีและภาษีสรรพสามิตที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี จำนวน 7,674 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส ที่ 2 เพิ่มขึ้นจาก 4,474 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 เนื่องด้วยรายการที่เพิ่มขึ้นหลักมาจาก ส่วนของผลประโยชน์ ตอบแทนรายปีที่เพิ่มขึ้นจากรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปกติบริษัทจะชำระผลประโยชน์ตอบแทน รายปีตามจำนวนขั้นต่ำที่ ทศท. กำหนดไว้ในสัญญาร่วมการงานก่อน โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด งวดละเท่าๆ กัน ในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม ของทุกปี และจะคำนวณจ่ายส่วนเพิ่มจากจำนวนขั้นต่ำดังกล่าว แก่ ทศท. ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี 3.3. การวิเคราะห์ส่วนของผู้ถือหุ้น ในครึ่งปีแรกของปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยมีส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น 56,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 51,241 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2545 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1. มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น 9,732 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรกและ 2. บริษัททำการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทคืนเพิ่มขึ้นจำนวน 0.38 ล้านหุ้น ในราคาถัวเฉลี่ย 33.08 บาทต่อหุ้น ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2546 มีจำนวนหุ้นสามัญซื้อคืนทั้งสิ้น 2.54 ล้านหุ้น ในราคาถัวเฉลี่ยสะสม 32.73 บาท ต่อหุ้นและ 3. ในช่วงไตรมาสสอง บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าและออกหุ้นเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้สิทธิจากใบสำคัญแสดงสิทธิ เป็นจำนวนเงินรวม 72 ล้านบาทโดยเป็นจำนวนหุ้นที่ออกแล้วทั้งสิ้น 0.12 ล้านหุ้น และเงินรับล่วงหน้าชำระค่าหุ้น 67 ล้านบาทและ 4. บริษัทได้จ่ายเงินปันผลจำนวน 4,541 ล้านบาท จากจำนวนหุ้นละ 1.55บาทให้แก่ผู้ถือหุ้น เมื่อ วันที่ 23 พฤษภาคม 2546 3.4. การวิเคราะห์สภาพคล่อง ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2546 บริษัทและบริษัทย่อยยังคงมีรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์และรายได้ จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงหกเดือนแรกของปีก่อนจาก 13,313 ล้านบาทเป็น 22,585 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทและ บริษัทย่อยมีเงินสดจ่ายสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน 10,968 ล้านบาทและมีกิจกรรมลงทุน 8,008 ล้านบาท ทำให้ บริษัทและบริษัทย่อยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิ 3,609 ล้านบาท