คำอธิบายงบการเงินไตรมาสที่ 3
15 พฤศจิกายน 2545
คำอธิบายการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
1. ภาพรวม
ผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนมาก
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2545 บริษัท และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 2,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 91.9
จากกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 ปี 2545 เนื่องจากการลดลงอย่างมีสาระสำคัญของการตั้งสำรองหนี้สูญ
และรายการพิเศษที่ปรากฎในไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับในไตรมาสที่ 3 ของปี 2544 บริษัทและบริษัทย่อย
มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 165.2 เนื่องมาจากการขยายตัวเป็นอันมากของฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปีก่อน
การขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย
ในเดือนมิถุนายน บริษัทย่อย " บริษัท แอดวานซ์เพจจิ้ง จำกัด " ได้ส่งมอบสัมปทานของธุรกิจให้บริ
การโทรศัพท์ติดตามตัวคืนแก่บมจ. ทศท คอร์ปอเรชั่น (ทศท.) ต่อมาในเดือนกันยายน บริษัทได้ขายเงิน
ลงทุนในบริษัทดังกล่าวให้กับบุคคลภายนอกด้วยมูลค่า 256 ล้านบาท โดยบริษัทมีกำไรจากการขายเงิน
ลงทุน 25 ล้านบาท ตามวิธีส่วนได้เสีย
2. วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน
2.1 งบการเงินรวม สำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดเดือน กันยายน 2545 เปรียบเทียบกับ งวด 3 เดือน
สิ้นสุดเดือน มิถุนายน 2545
รายได้หลักของบริษัท และบริษัทย่อย แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือรายได้จากการให้บริการและ
รายได้จากการขาย ซึ่งรายได้หลักของบริษัทและบริษัทย่อยได้มาจากธุรกิจ 3 ประเภท คือ
ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจบริการสื่อสารข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ และธุรกิจศูนย์ให้ข่าว
สารทางโทรศัพท์
รายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2545 บริษัท และ บริษัทย่อยมีรายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์ 15,024
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 678 ล้านบาท หรือ 4.7% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 2 โดยเป็นผลมาจากการ
ขยายฐานลูกค้าอย่างมาก โดยเฉพาะในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า
(Pre-paid) แม้จะได้รับผลกระทบจากรายได้เฉลี่ยสุทธิต่อเดือนต่อผู้ใช้บริการ (Average Revenue
Per User: ARPU) ที่ลดลง
ในไตรมาสที่ 3 จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เติบโตอย่างมาก จาก 7,836,710 ราย ณ
สิ้นไตรมาสที่ 2 เป็น 9,752,000 ราย ซึ่งปัจจัยสำคัญยังคงเกิดจากความนิยมการใช้บริการโทร
ศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า (Pre-paid) ที่มีราคาถูกลง และความสะดวกสบาย
ในการหาซื้อ และจากการดำเนินแผนการตลาดอย่างต่อเนื่องของบริษัทโดยเฉพาะผู้ใช้บริการโทร
ศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายค่าบริการล่วงหน้า(Pre-paid) ภายใต้เครื่องหมายการค้า "One-2-Call!"
โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการในแบบ Pre-paid เพิ่มขึ้นจาก 5,023,500 ราย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 เป็น
7,040,200 ราย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3
ในด้านของ ARPU นั้น พบว่าในส่วนของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ GSM advance และแบบ
One-2-Call! เฉลี่ยอยู่ที่ 1,131 บาทและ 314 บาท ตามลำดับ ลดลง 5.8% และ 11.5% จากไตรมาสที่
2 ซึ่งเป็นผลมาจากส่งเสริมการขายของบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าว และการที่ฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทมีการขยายตัวเพิ่มและกว้างมากขึ้น
รายได้จากการขาย
แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีการปรับราคาลดลงหลังจากการได้ดำเนินปลดล๊อค
IMEI ในไตรมาสที่ 2 แต่จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทยังคงสามารถรักษายอดรายได้
จากการขายให้ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมาได้
ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2545 บริษัทและบริษัทย่อย มีต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ 7,498 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 203 ล้านบาท หรือ 2.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าตัดจำหน่าย
ต้นทุนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้น จากการที่บริษัทมีการลงทุนขยายเครือข่าย
โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนขาย
บริษัทมีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ จาก 3,237 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 เป็น 3,357 ล้านบาท
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 หรือเพิ่มขึ้น 3.7% เนื่องจากสภาวะการตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทและบริษัทย่อย ในไตรมาสที่ 3 ไม่รวมผลขาดทุน (กำไร)
จากอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มขึ้น จาก 3,829 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 เป็น 3,968 ล้านบาท
หรือเพิ่มขึ้น 3.6 % ทั้งนี้เนื่องจาก
* ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทได้ตั้งผลตอบแทนของพนักงานโดยอิงกับผลการ
ดำเนินงานของบริษัท ที่มีแนวโน้มดีขึ้น ประมาณ 160 ล้านบาท
* ค่าใช้จ่ายทางการตลาดในการสนับสนุนกลุ่มลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบอนาลอก NMT
มาใช้ในระบบดิจิตอล GSM Advance ที่มีคุณภาพดีกว่าแทน ในไตรมาสนี้ จำนวน 528 ล้านบาท
* ขาดทุน จากการยกเลิกสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพิ่มขึ้น 106 ล้านบาท
* บริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลงอย่างมาก จากไตรมาสก่อน 886 ล้านบาท
กำไรจากการดำเนินงาน
จากรายได้ ต้นทุน และ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารดังกล่าวข้างต้น ทำให้บริษัทและบริษัทย่อย
มีกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี
2545 เท่ากับ 4,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4,524 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 หรือเพิ่มขึ้น 4.7%
ทั้งนี้หากไม่รวมค่าใช้จ่ายทางการตลาดในการสนับสนุนกลุ่มลูกค้า NMT ที่เพิ่มขึ้นรวม 528
ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งไม่รวมรายการพิเศษคือการเร่งตัดจำหน่ายต้นทุนเครือข่ายระบบ
NMT ที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3 ไตรมาสละ 161 ล้านบาทแล้ว บริษัทและบริษัทย่อยจะมี
กำไรจากการดำเนินงาน (ปรับปรุงรายการพิเศษ) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 เท่ากับ
5,427 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4,694 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 หรือเพิ่มขึ้น 15.6%
กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน
บริษัทและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545
เป็นจำนวน 248 ล้านบาท เป็นผลมาจากเงินบาทที่มีค่าอ่อนตัว ทำให้เงินฝากของบริษัทที่อยู่ใน
รูปเงินตราต่างประเทศมีค่าสูงขึ้น
ภาษีเงินได้
บริษัทและบริษัทย่อยมีภาษีเงินได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 จำนวน 1,515 ล้านบาท ลดลง 287
ล้านบาทจากไตรมาสที่ 2 โดยมีสาเหตุจากการขายเงินลงทุนในบริษัท แอดวานซ์เพจจิ้ง จำกัด
ให้กับบุคคลภายนอกด้วยมูลค่า 256 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนเงินลงทุนที่บริษัทได้ลงทุน
จำนวน 1,703 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนตามวิธีราคาทุน (Cost Method) 1,447 ล้านบาท
ซึ่งผลขาดทุนดังกล่าวสามารถนำไปหักจากผลกำไรของบริษัทในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัท ทำให้
ภาษีเงินได้ของบริษัทมีจำนวนลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา
2.2 งบการเงินรวม สำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดเดือน กันยายน 2545 เปรียบเทียบกับ งวด 3 เดือน
สิ้นสุดเดือน กันยายน 2544
รายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2545 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการให้บริการและเช่าอุปกรณ์ 15,024
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,429 ล้านบาท หรือ 41.8% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
โดยเป็นผลมาจากการขยายฐานลูกค้าอย่างมาก โดยเฉพาะในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายค่า
บริการล่วงหน้า (Pre-paid) ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีราคาถูกลง และมีความสะดวกสบาย
ในการหาซื้อ และจากการดำเนินแผนการตลาดอย่างต่อเนื่องของบริษัท โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการ
ในแบบ Pre-paid เพิ่มขึ้นจาก 1,438,300 ราย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2544 เป็น 7,040,200 ราย ณ
สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2545
รายได้จากการขาย
ในไตรมาสที่ 3 มีรายได้จากการขาย 4,537 ล้านบาท ซึ่งลดลงเล็กน้อย 0.2% เมื่อเปรียบเทียบกับ
ไตรมาสที่ 3 ของปีก่อน ซึ่งผลจากการขยายตัวของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างมากในปี 2545
ทำให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีการ
ปรับราคาลดลงหลังจากการได้ดำเนินปลดล๊อค IMEI ทำให้บริษัทยังคงสามารถรักษายอดรายได้จาก
การขายได้
ต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์
ในไตรมาสที่ 3 ปี 2545 บริษัทและบริษัทย่อย มีต้นทุนค่าบริการและการเช่าอุปกรณ์ 7,498 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 1,532 ล้านบาท หรือ 25.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ปี 2544 โดยเกิดจาก
บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายตัดจ่ายของต้นทุนอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
และรายจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนที่บริษัท จะต้องนำส่งให้กับ ทศท. อันเนื่องจาก รายได้จาก
ค่าบริการและการให้เช่าอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนขาย
บริษัทมีต้นทุนขายลดลงในไตรมาสนี้ จาก 3,416 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2544 เป็น 3,357
ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 หรือลดลง 1.7%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทและบริษัทย่อย ในไตรมาสที่ 3 ไม่รวมผลขาดทุน (กำไร)
จากอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่มขึ้น จาก 2,551 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปีก่อน เป็น 3,968
ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 55.5% ทั้งนี้เนื่องจาก
* ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น ประมาณ 110 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ตั้งผลตอบแทนของพนักงาน
โดยอิงกับผลการดำเนินงานของบริษัท ที่มีแนวโน้มดีขึ้น
* บริษัทมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดในการสนับสนุนกลุ่มลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบอนาลอก
NMT มาใช้ในระบบดิจิตอล GSM Advance ที่มีคุณภาพดีกว่าแทน ในไตรมาสนี้ จำนวน
528 ล้านบาท
* ค่าใช้จ่ายทางการตลาด เพิ่มขึ้น ประมาณ 140 ล้านบาท
* ค่าธรรมเนียม ในการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เพิ่มขึ้นประมาณ 106
ล้านบาทเนื่องจาก ขาดทุน จากการยกเลิกสัญญาดังกล่าว
* สำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น จากไตรมาส 3 ของปีก่อน 209 ล้านบาท
* ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเงิน เพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านบาท
ดอกเบี้ยจ่าย
ดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทมีการเพิ่มขึ้นจาก 412 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ปี 2544 มาเป็น
796ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปี 2545 เนื่องมาจากทางบริษัทได้มีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น
เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการขยายเครือข่ายของบริษัท
กำไรสุทธิ
จากที่กล่าวข้างต้น มีผลทำให้บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 2,929 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3
ของปี 2545 เพิ่มขึ้น 1,825 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 165.31% จากไตรมาสที่ 3 ของปีก่อน
3 การวิเคราะห์ฐานะการเงิน
3.1 การวิเคราะห์สินทรัพย์
เงินสด เงินฝากธนาคารและเงินลงทุนระยะสั้น
ณ สิ้นปี 2544 บริษัทและบริษัทย่อยมียอดเงินสดและเงินฝากธนาคารทั้งสิ้น 15,284
ล้านบาทและมียอดเงินลงทุนระยะสั้นทั้งสิ้น 88 ล้านบาท (ตัวเลขหลังปรับปรุงการจัดกลุ่มใหม่)
ขณะที่ ณ สิ้นกันยายน 2545 อยู่ในระดับ 8,550 ล้านบาท และ 63 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ยอดรวมเงินสด เงินฝากธนาคาร และเงินลงทุนระยะสั้น ของบริษัทและบริษัทย่อย
ลดลงเนื่องมาจากบริษัทมีเงินการลงทุนขยายเครือข่ายโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง ในมูลค่าที่มากกว่า
กระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานและจากกิจกรรมจัดหาเงิน
ลูกหนี้การค้าสุทธิ
ลูกหนี้การค้าสุทธิลดลงจาก 7,674 ล้านบาท ในปี 2544 มาอยู่ที่ระดับ 6,759 ล้านบาท
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2545 เนื่องจากยอดผู้ใช้บริการแบบ Pre-paid
ที่เพิ่มขึ้นและถ้าพิจารณาอัตราลูกหนี้การค้าสุทธิต่อรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์
และรายได้จากการขาย จะพบว่าในขณะที่ปี 2544 มีอัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าเท่ากับ 9.03
เท่า หรือมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 40 วัน เทียบกับใน 9 เดือนของปี 2545
มีอัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าเท่ากับ 11.91 เท่า หรือมีระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยอยู่ที่
30 วัน การที่ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยลดลงมีสาเหตุเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผู้ใช้
บริการในแบบ Pre-paid ที่ผู้ใช้บริการต้องจ่ายเงินล่วงหน้า นอกจากนี้บริษัทได้ทำการเปลี่ยนแปลง
เงื่อนไขการระงับบริการชั่วคราวให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดในการ
ตรวจสอบการทุจริตของการใช้บริการ รวมทั้งได้มีการนำระบบ Intelligent Database มาใช้
เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าและบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีขึ้น เช่น
กรณีที่ลูกค้าไม่ชำระค่าบริการเมื่อถึงกำหนด บริษัทจะจัดให้เจ้าหน้าที่ติดต่อเพื่อแจ้งเตือน
ให้มีการชำระเงินโดยเร็วก่อนที่จะมีระงับการให้บริการ (disconnect)
สินค้าคงเหลือสุทธิ
ยอดสินค้าคงเหลือสุทธิได้เพิ่มขึ้นจาก 2,238 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 และเพิ่มขึ้นเป็น 3,041
ล้านบาท ณ สิ้นกันยายน 2545 โดยการเพิ่มขึ้นของยอดสินค้าคงเหลือสุทธิดังกล่าวเป็นการเพิ่ม
ขึ้นตามจำนวนยอดการขายเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เงินจ่ายล่วงหน้าให้แก่ผู้จัดจำหน่าย
เงินจ่ายล่วงหน้าให้แก่ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทเพิ่มจาก
3,169 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 มาเป็น 5,706 ล้านบาท ณ สิ้นกันยายน 2545 เนื่องจากบริษัท
มีการเจรจากับผู้จัดจำหน่ายในการชำระเงินล่วงหน้า ทั้งนี้เพื่อรับประโยชน์ในรูปของส่วนลดเงิน
สดรวมทั้งเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยบริษัทมีการทำข้อตกลงในการ
ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์เครือข่ายดังกล่าว ประกอบกับผู้จัดจำหน่ายที่บริษัทได้ชำระเงิน
ล่วงหน้าไปนั้น เป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินมั่นคงและ เป็นผู้จัดจำหน่ายที่มีชื่อเสียงดีทำ
ให้บริษัทมีความมั่นใจได้ว่า ผู้จัดจำหน่ายจะปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน
ต้นทุนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ติดตามตัวและต้นทุนของเครื่องมือและอุปกรณ์ในการ
ดำเนินการดาต้าเน็ทภายใต้สัญญาร่วมการงานสุทธิ
ต้นทุนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ติดตามตัวและต้นทุนของเครื่องมือและอุปกรณ์
ในการดำเนินการดาต้าเน็ทภายใต้สัญญาร่วมการงานสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 57,775 ล้านบาท ณ สิ้นปี
2544 เป็น 71,865 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน ปี 2545 ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทได้ลงทุนในเครือ
ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นโดยเน้นการลงทุนในระบบดิจิตอล GSM ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และ
ต่างจังหวัด
3.2การวิเคราะห์หนี้สิน
เจ้าหนี้การค้า
เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นปี 2544 เจ้าหนี้การค้าของบริษัทอยู่ที่ระดับ 10,701 ล้านบาท
หรือมีระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 131 วัน ขณะที่ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2545 ลดลงเหลือ
7,713 ล้านบาท หรือมีระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 103 วัน จะเห็นได้ว่ายอดเจ้าหนี้การค้า
ลดลงเนื่องจาก มีระยะเวลาการชำระหนี้ต่ำลงโดยมีสาเหตุมาจากการที่บริษัทได้จ่ายเงินลงทุน
ในอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ล่วงหน้าให้ แก่ผู้จัดจำหน่ายเพื่อรับส่วนลดจากการชำระเงิน
ดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะมีการลงทุนขยายเครือข่ายเพิ่มมากขึ้นก็ตาม
หุ้นกู้ระยะยาวและหนี้สินระยะยาว
ณ สิ้นปี 2544 บริษัทและบริษัทย่อย มียอดหุ้นกู้ระยะยาวและหนี้สินระยะยาวรวมทั้งสิ้น 41,184
ล้านบาท ระหว่าง 9 เดือนแรกของปี 2545 บริษัทได้ออกหุ้นกู้เพิ่มรวมจำนวนทั้งสิ้น 9,960
ล้านบาท และได้จ่ายคืนหุ้นกู้ระยะยาว 6,357 ล้านบาท ขณะที่มีการเพิ่มการกู้และจ่ายคืนหนี้สิน
ระยะยาวประมาณ 1,300 ล้านบาท และ 726 ล้านบาท ตามลำดับ ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2545
ยอดหุ้นกู้ระยะยาวและหนี้สินระยะยาว เพิ่มขึ้นเป็น 45,376 ล้านบาท โดยได้บันทึกส่วนของหุ้นกู้
ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีเป็นจำนวน 6,972 ล้านบาท และส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ถึง
กำหนดชำระภายในหนึ่งปีเป็นจำนวน 1,442 ล้านบาท
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีค้างจ่าย
ผลประโยชน์ตอบแทนรายปีค้างจ่าย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2545 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 13,327 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจาก 6,064 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2544 โดยเป็นผลจากการที่บริษัทมียอดรายได้เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนรายปีเพิ่มขึ้น ซึ่งปกติบริษัทจะชำระผลประโยชน์ตอบแทนราย
ปีตามจำนวนขั้นต่ำที่ ทศท. กำหนดไว้ในสัญญาร่วมการงานก่อน โดยแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด งวดละเท่าๆ
กัน ในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม ของทุกปี และจะคำนวณจ่ายส่วนเพิ่มจาก
จำนวนขั้นต่ำดังกล่าวแก่ ทศท. ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
3.3 การวิเคราะห์สภาพคล่อง
เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการให้บริ
การและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2545 บริษัทและบริษัทย่อย
ยังคงมียอดรายได้จากการให้บริการและให้เช่าอุปกรณ์และรายได้จากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่
เพิ่มขึ้น ทำให้มีกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน 16,736 ล้านบาท ประกอบกับการที่บริษัท
ได้รับเงินจากการออกหุ้นกู้ระยะยาวเป็นจำนวนสุทธิ 9,960 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีการชำระคืนหนี้
สินระยะสั้นและยาวเป็นจำนวน 8,089 ล้านบาท เงินรับจากการกู้ยืมและหนี้สินระยะยาว 1,320
ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลสุทธิ 1,151 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีเงินสดสุทธิในกิจกรรมจัดหา
เงินทั้งสิ้น 2,040 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 25,514 ล้านบาท
ทำให้มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 6,734 ล้านบาท